โลโก้แอพพระคัมภีร์
ไอคอนค้นหา

ลูกา 8:1-33 - เปรียบเทียบทุกเวอร์ชัน

ลูกา 8:1-33 THSV11 (ฉบับมาตรฐาน)

ในเวลาต่อมาพระองค์เสด็จผ่านหมู่บ้านและเมืองต่างๆ ทรงประกาศและเผยแพร่ข่าวดีเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า สาวกสิบสองคนนั้นก็อยู่กับพระองค์ พร้อมกับผู้หญิงบางคนที่ได้รับการรักษาให้พ้นจากวิญญาณชั่วและโรคภัยต่างๆ ได้แก่มารีย์ที่เรียกกันว่าชาวมักดาลา คนที่มีผีเจ็ดตนออกจากตัว โยอันนาภรรยาของคูซาซึ่งเป็นหัวหน้ากรมวังของเฮโรด สุสันนา และหญิงคนอื่นๆ อีกหลายคนที่เคยปรนนิบัติพระองค์และสาวกด้วยทรัพย์สิ่งของของพวกนาง เมื่อมหาชนมาอยู่พร้อมกัน และเมื่อผู้คนจากเมืองนั้นเมืองนี้มาหาพระองค์ พระองค์ก็ตรัสเป็นอุปมาว่า “มีคนหนึ่งออกไปหว่านเมล็ดพืช เมื่อเขาหว่าน เมล็ดก็ตกตามหนทาง จึงถูกเหยียบย่ำ และนกในอากาศก็มากินเสีย บ้างตกที่หิน เมื่องอกขึ้นแล้วก็เหี่ยวแห้งไปเพราะที่ไม่ชื้น บ้างตกที่กลางต้นหนาม ต้นหนามก็งอกขึ้นมาปกคลุม บ้างตกที่ดินดี จึงงอกขึ้นเกิดผลร้อยเท่า” เมื่อพระองค์ตรัสอย่างนั้นแล้ว จึงทรงร้องบอกว่า “ใครมีหู จงฟังเถิด” พวกสาวกจึงทูลถามพระองค์ว่าอุปมานั้นหมายความว่าอย่างไร? พระองค์ตรัสว่า “ข้อความลึกลับเรื่องแผ่นดินของพระเจ้านั้นทรงให้พวกท่านรู้ได้ แต่ทรงให้เป็นอุปมาสำหรับคนอื่น เพื่อว่า เมื่อพวกเขาดู ก็จะไม่เห็น และเมื่อพวกเขาฟัง ก็จะไม่เข้าใจ “อุปมานั้นหมายถึงอย่างนี้ เมล็ดพืชหมายถึงพระวจนะของพระเจ้า ที่ตกตามหนทางหมายถึงคนเหล่านั้นที่ได้ยินแล้ว มารมาชิงเอาพระวจนะไปจากใจของเขาเพื่อไม่ให้เขาเชื่อและรับความรอด ที่ตกบนหินหมายถึงคนเหล่านั้นที่ได้ยินแล้วก็รับพระวจนะนั้นด้วยความยินดี แต่ไม่มีราก เชื่อได้เพียงชั่วคราว เมื่อถูกทดลองก็หลงไป ที่ตกกลางหนามหมายถึงคนเหล่านั้นที่ได้ยินแล้ว และขณะที่ดำเนินชีวิตอยู่ ความกังวล ทรัพย์สมบัติ และความสนุกสนานของชีวิตนี้ ก็รัดพวกเขาจนทำให้ผลไม่เติบโต ที่ตกในดินดีหมายถึงคนเหล่านั้นที่ได้ยินพระวจนะแล้วจดจำไว้ด้วยใจที่ซื่อสัตย์ดีงาม จึงเกิดผลโดยความทรหดอดทน “ไม่มีใครจุดตะเกียงแล้วเอาภาชนะครอบไว้หรือวางไว้ใต้เตียง มีแต่จะตั้งไว้ที่เชิงตะเกียงเพื่อให้คนที่เข้ามาได้เห็นแสงสว่างนั้น เพราะว่าไม่มีอะไรที่ซ่อนไว้แล้วจะไม่ปรากฏให้เห็น และไม่มีอะไรที่ปิดบังแล้วจะไม่ถูกล่วงรู้หรือเผยให้ประจักษ์ เพราะฉะนั้น จงเอาใจจดจ่อต่อสิ่งที่พวกท่านได้ยินได้ฟัง คนที่มีอยู่แล้ว จะทรงเพิ่มเติมให้แก่คนนั้น แต่คนที่ไม่มี แม้แต่สิ่งที่เขาคิดว่ามีอยู่นั้น ก็จะทรงเอาไปจากเขา” มารดาและพวกน้องชายของพระเยซูมาหาพระองค์ แต่ไม่สามารถเข้าถึงตัวพระองค์ได้เพราะคนมาก มีคนทูลพระองค์ว่า “มารดาและบรรดาน้องชายของท่านยืนอยู่ข้างนอก ต้องการจะพบท่าน” แต่พระองค์ตรัสกับพวกที่ชุมนุมกันในบ้านว่า “มารดาของเราและพี่น้องของเราคือคนเหล่านั้นที่ได้ฟังพระวจนะของพระเจ้าและทำตาม” อยู่มาวันหนึ่งพระองค์เสด็จลงเรือพร้อมกับพวกสาวกของพระองค์ แล้วพระองค์ตรัสกับเขาว่า “ให้พวกเราข้ามทะเลสาบไปฝั่งโน้น” พวกเขาก็ถอยเรือออกไป ขณะกำลังแล่นไปนั้นพระองค์บรรทมหลับ และเกิดพายุหนักขึ้นกลางทะเล น้ำก็ทะลักเข้าเรือจนทุกคนตกอยู่ในอันตราย พวกเขาจึงมาปลุกพระองค์ร้องว่า “พระอาจารย์ พระอาจารย์ เรากำลังจะจมน้ำตาย” พระองค์จึงทรงตื่นขึ้นห้ามลมและคลื่น แล้วคลื่นลมก็หยุดเงียบสงบ พระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า “ความเชื่อของท่านทั้งหลายอยู่ที่ไหน?” เขาก็กลัวและอัศจรรย์ใจพูดกันว่า “ท่านผู้นี้เป็นใครนะ ถึงสั่งลมกับน้ำได้ และมันก็เชื่อฟังท่าน?” พวกเขาแล่นเรือไปถึงเขตแดนของเมืองเก-ราซาที่อยู่ตรงข้ามกาลิลี ขณะที่พระองค์เสด็จขึ้นฝั่ง มีชาวเมืองคนหนึ่งที่มีผีเข้าสิงมาพบพระองค์ เขาไม่ได้สวมเสื้อผ้าและไม่ได้อาศัยอยู่ในบ้านเรือนนานแล้ว แต่อาศัยอยู่ตามอุโมงค์ฝังศพ เมื่อเขาเห็นพระเยซูก็ร้องลั่นและมาหมอบกราบพระองค์ ร้องเสียงดังว่า “ข้าแต่พระเยซูบุตรของพระเจ้าสูงสุด พระองค์มายุ่งกับข้าทำไม? ขออย่าทรมานข้าเลย” ที่พูดเช่นนี้ก็เพราะพระองค์สั่งให้ผีโสโครกออกจากตัวชายคนนั้น (เพราะว่าผีแผลงฤทธิ์ในตัวเขาบ่อยๆ เขาเคยถูกล่ามด้วยโซ่ตรวน แต่เขาหักที่ล่ามโซ่ออก และถูกผีผลักไสเข้าไปในถิ่นกันดาร) พระเยซูตรัสถามมันว่า “เจ้าชื่ออะไร?” มันตอบว่า “ชื่อกองพล” เพราะว่ามีผีหลายตัวสิงเขาอยู่ พวกผีก็อ้อนวอนขอพระองค์อย่าสั่งให้พวกมันกลับไปที่นรกขุมลึก ขณะนั้นมีสุกรฝูงใหญ่กำลังหากินอยู่บนไหล่เขา ผีเหล่านั้นจึงอ้อนวอนพระองค์ ขออนุญาตให้พวกมันเข้าสิงในสุกรฝูงนั้น พระองค์ก็ทรงอนุญาต ผีเหล่านั้นจึงออกจากชายคนนั้นแล้วเข้าสิงในฝูงสุกร สุกรทั้งฝูงก็วิ่งกระโดดจากหน้าผาชันลงไปในทะเลสาบสำลักน้ำตาย

แบ่งปัน
ลูกา 8 THSV11

ลูกา 8:1-33 TH1971 (พระคัมภีร์ไทย ฉบับ 1971)

ต่อมาพระองค์ก็เสด็จไปตามบ้านตามเมือง ทรงประกาศข่าวประเสริฐเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า สาวกสิบสองคนนั้นก็อยู่กับพระองค์ พร้อมกับผู้หญิงบางคนที่มีผีร้ายออกจากนางและที่หายโรคต่างๆ คือมารีย์ที่เรียกว่าชาวมักดาลา ที่พระองค์ได้ทรงขับผีออกจากนางเจ็ดผี และโยอันนาภรรยาของคูซา ต้นเรือนของเฮโรด และสูสันนาและผู้หญิงอื่นๆ หลายคนที่เคยปรนนิบัติพระองค์และสาวกด้วยปัจจัยของเขา เมื่อประชาชนเป็นอันมากอยู่พร้อมกัน และคนกำลังมาหาพระองค์จากเมืองนี้เมืองโน้น พระองค์จึงตรัสกับเขาเป็นคำอุปมาว่า <<มีคนหนึ่งออกไปหว่านเมล็ดพืชของตน และเมื่อเขาหว่าน เมล็ดพืชนั้นก็ตกตามหนทางบ้าง ถูกเหยียบย่ำ และนกในอากาศมากินเสีย บ้างก็ตกที่หิน และเมื่องอกขึ้นแล้วก็เหี่ยวแห้งไปเพราะที่ไม่ชื้น บ้างก็ตกที่กลางต้นหนาม ต้นหนามก็งอกขึ้นมาด้วยปกคลุมเสีย บ้างก็ตกที่ดินดี จึงงอกขึ้นเกิดผลร้อยเท่า>> ครั้นพระองค์ตรัสอย่างนั้นแล้ว จึงทรงร้องว่า <<ใครมีหู จงฟังเถิด>> เหล่าสาวกจึงทูลถามพระองค์ว่า คำเปรียบนั้นหมายความอย่างไร พระองค์จึงตรัสว่า <<ข้อความลึกลับแห่งแผ่นดินของพระเจ้าทรงโปรดให้ท่านทั้งหลายรู้ได้ แต่สำหรับคนอื่นนั้นได้ให้เป็นคำอุปมา เพื่อเมื่อเขาดูก็ไม่เห็น และเมื่อเขาได้ยินก็ไม่เข้าใจ <<คำเปรียบนั้นก็อย่างนี้ เมล็ดพืชนั้นได้แก่พระวจนะของพระเจ้า ที่ตกตามหนทางได้แก่ คนเหล่านั้นที่ได้ยินแล้วมารมาชิงเอาพระวจนะจากใจของเขา เพื่อไม่ให้เชื่อและรอดได้ ซึ่งตกที่หินนั้นได้แก่คนเหล่านั้นที่ได้ยินแล้ว ก็รับพระวจนะนั้นด้วยความปรีดี แต่ไม่มีราก เชื่อได้แต่ชั่วคราว เมื่อถูกทดลองเขาก็หลงเสียไป ที่ตกกลางหนามนั้นได้แก่คนเหล่านั้นที่ได้ยินแล้วออกไป และความปรารภปรารมย์ ทรัพย์สมบัติ ความสนุกสนานแห่งชีวิตนี้ก็ปกคลุมเขา ผลของเขาจึงไม่เติบโต และซึ่งตกที่ดินดีนั้น ได้แก่คนเหล่านั้นที่ได้ยินพระวจนะด้วยใจเลื่อมใสศรัทธา แล้วก็จดจำไว้ จึงเกิดผลโดยความเพียร <<ไม่มีผู้ใดเมื่อจุดตะเกียงแล้วจะเอาภาชนะครอบไว้ หรือวางไว้ใต้เตียงแต่ตั้งไว้ที่เชิงตะเกียง เพื่อคนทั้งหลายที่เข้ามา จะเห็นแสงสว่างได้ ด้วยว่าไม่มีสิ่งใดที่ซ่อนไว้ซึ่งจะไม่ปรากฏแจ้ง และไม่มีสิ่งใดที่ปิดบังไว้ซึ่งจะไม่รู้ จะไม่ต้องแพร่งพราย เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจะฟังอย่างไรก็จงเอาใจจดจ่อ เพราะว่าผู้ใดมีอยู่แล้ว จะทรงเพิ่มเติมให้แก่ผู้นั้นอีก แต่ผู้ใดไม่มี แม้ซึ่งเขาคิดว่ามีอยู่นั้น จะทรงเอาไปจากเขา>> ครั้งนั้นมารดาและพวกน้องชายของพระองค์มาหาพระองค์ แต่เข้าไปถึงพระองค์ไม่ได้เพราะคนมาก มีคนทูลพระองค์ว่า <<มารดาและน้องชายของพระองค์ ยืนอยู่ข้างนอกปรารถนาจะมาหาพระองค์>> แต่พระองค์ตรัสกับเขาว่า <<มารดาของเราและพี่น้องของเรา คือคนเหล่านั้นที่ได้ฟังพระดำรัสของพระเจ้าและกระทำตาม>> อยู่มาวันหนึ่งพระองค์เสด็จลงเรือกับเหล่าสาวกของพระองค์ แล้วพระองค์ตรัสแก่เขาว่า <<ให้เราข้ามทะเลสาบไปฟากข้างโน้น>> เขาก็ถอยเรือออกไป เมื่อกำลังแล่นไปพระองค์บรรทมหลับ และบังเกิดพายุกล้ากลางทะเล น้ำเข้าเรืออยู่น่ากลัวจะมีอันตราย เขาจึงมาปลุกพระองค์ว่า <<อาจารย์เจ้าข้า อาจารย์เจ้าข้า ข้าพเจ้ากำลังจะจมอยู่แล้ว>> พระองค์จึงทรงตื่นขึ้นห้ามลมและคลื่น แล้วคลื่นลมก็หยุดเงียบสงบทีเดียว พระองค์จึงตรัสแก่เขาว่า <<ความเชื่อของเจ้าอยู่ที่ไหน>> เขาเหล่านั้นกลัวและประหลาดใจพูดกันว่า <<ท่านนี้เป็นผู้ใดจึงสั่งบังคับลมและน้ำได้ ลมกับน้ำนั้นก็เชื่อฟังท่าน>> เขาแล่นไปถึงแขวงชาวเมืองเก-ราซาที่อยู่ตรงข้ามกาลิลี เมื่อพระองค์เสด็จขึ้นบกแล้ว มีชายคนหนึ่งจากเมืองนั้นมาพบพระองค์ คนนั้นมีผีเข้าสิง และนานแล้วมิได้สวมเสื้อมิได้อยู่เรือน แต่อยู่ตามอุโมงค์ฝังศพ ครั้นเห็นพระเยซูเขาก็โห่ร้อง และกราบลงตรงพระพักตร์พระองค์ ร้องเสียงดังว่า <<ข้าแต่พระเยซูบุตรของพระเจ้าสูงสุด พระองค์มายุ่งกับข้าพระองค์ทำไม ขอพระองค์อย่าทรมานข้าพระองค์>> ที่พูดเช่นนี้ก็เพราะพระองค์ได้สั่งผีโสโครกให้ออกมาจากตัวคนนั้น (ด้วยว่าผีนั้นแผลงฤทธิ์ในตัวเขาบ่อยๆ และเขาถูกจำด้วยโซ่ตรวนแต่เขาได้หักเครื่องจำนั้นเสีย แล้วผีก็ขับเขาไปในที่เปลี่ยว) ฝ่ายพระเยซูตรัสถามเขาว่า <<เจ้าชื่ออะไร>> เขาทูลตอบว่า <<ชื่อกอง>> ด้วยว่ามีผีหลายตนเข้าสิงอยู่ในตัวเขา ผีนั้นจึงอ้อนวอนขอพระองค์มิให้สั่งให้มันกลับไปยังนรกขุมลึก ตำบลนั้น มีสุกรฝูงใหญ่กำลังหากินอยู่ที่ภูเขา ผีเหล่านั้นได้อ้อนวอนพระองค์ ขออนุญาตให้มันเข้าสิงในฝูงสุกร พระองค์ก็ทรงอนุญาต ผีเหล่านั้นจึงออกมาจากคนนั้น แล้วเข้าอยู่ในตัวสุกร สุกรทั้งฝูงก็วิ่งกระโดดจากหน้าผาชันลงไปในทะเลสาบสำลักน้ำตาย

แบ่งปัน
ลูกา 8 TH1971

ลูกา 8:1-33 TNCV (พระคริสตธรรมคัมภีร์ไทย ฉบับอมตธรรมร่วมสมัย)

หลังจากนั้นพระเยซูเสด็จไปตามเมืองและหมู่บ้านต่างๆ ทรงประกาศข่าวประเสริฐเรื่องอาณาจักรของพระเจ้า สาวกทั้งสิบสองคนอยู่กับพระองค์ พร้อมกับพวกผู้หญิงซึ่งทรงรักษาให้หายจากวิญญาณชั่วและโรคต่างๆ ผู้หญิงเหล่านี้ได้แก่ มารีย์ (ที่เรียกว่าชาวมักดาลา) ที่ทรงขับผีออกจากนางเจ็ดตน โยอันนาภรรยาของคูซาคนต้นเรือนของเฮโรด สูสันนา และคนอื่นๆ อีกมากมาย ผู้หญิงเหล่านี้ช่วยสนับสนุนพวกเขาด้วยทรัพย์สินของตน ขณะผู้คนจำนวนมากมาชุมนุมกันอยู่และประชาชนจากเมืองนั้นเมืองนี้กำลังพากันมาเข้าเฝ้าพระเยซู พระองค์ตรัสคำอุปมานี้ว่า “ชาวนาคนหนึ่งออกไปหว่านเมล็ดพืช ขณะที่หว่าน บางเมล็ดก็ตกตามทาง ถูกเหยียบย่ำและนกในอากาศก็มาจิกกินไปหมด บางเมล็ดตกบนกรวดหิน เมื่องอกขึ้นมาก็เหี่ยวเฉาเพราะขาดความชุ่มชื้น บางเมล็ดก็ตกกลางพงหนาม ถูกหนามงอกขึ้นมาปกคลุม แต่ยังมีบางเมล็ดที่ตกบนดินดี งอกขึ้นมาแล้วเกิดผลมากกว่าที่หว่านไว้ร้อยเท่า” เมื่อพระองค์กล่าวถึงตรงนี้ก็ทรงพูดเสียงดังว่า “ใครมีหูที่จะฟังก็จงฟังเถิด” เหล่าสาวกมาทูลถามพระองค์ถึงความหมายของคำอุปมานี้ พระองค์ตรัสว่า “ความลับของอาณาจักรของพระเจ้า ทรงโปรดให้พวกท่านรู้ แต่กับคนอื่นนั้นเรากล่าวเป็นคำอุปมาเพื่อว่า “ ‘แม้ได้ดูพวกเขาก็ไม่เห็น แม้ได้ฟังพวกเขาก็ไม่เข้าใจ’ “ความหมายของคำอุปมาก็คือ เมล็ดที่หว่านคือพระวจนะของพระเจ้า ที่หล่นตามทางคือผู้ที่ได้ยิน แล้วมารก็มาชิงพระวจนะไปจากใจของเขาเพื่อไม่ให้เขาเชื่อและได้รับความรอด ที่ตกลงบนหินคือผู้ที่ได้ยิน แล้วรับพระวจนะด้วยความยินดีแต่ไม่หยั่งรากลึก เขาเชื่อเพียงชั่วระยะหนึ่ง แต่เมื่อถูกทดลองก็เลิกราไป เมล็ดพืชที่ตกกลางพงหนามคือผู้ที่ได้ยิน แต่ขณะที่เขาดำเนินชีวิตไปตามทางของเขาก็ถูกความพะวักพะวน ทรัพย์สมบัติ และความสนุกบันเทิงในชีวิตกีดขวาง เขาจึงไม่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ แต่เมล็ดที่ตกบนดินดีนั้นคือผู้ที่จิตใจดีงามสูงส่ง ผู้ได้ยินพระวจนะแล้วรับไว้และเกิดผลด้วยความอดทนบากบั่น “ไม่มีใครจุดตะเกียงแล้วซ่อนไว้ในถังหรือวางไว้ใต้เตียง แต่ย่อมตั้งไว้บนเชิงตะเกียงเพื่อคนที่เข้ามาเห็นแสงสว่าง เพราะไม่มีสักสิ่งที่ซ่อนไว้แล้วจะไม่ถูกเปิดเผย ไม่มีสักสิ่งที่ปิดบังไว้จะไม่มีใครรู้หรือไม่ถูกเปิดโปง เหตุฉะนั้นจงเอาใจใส่สิ่งที่เจ้าได้ยินได้ฟังให้ดี ผู้ใดที่มีอยู่แล้วจะได้รับเพิ่มขึ้น ส่วนผู้ที่ไม่มี แม้สิ่งที่เขาคิดว่าเขามีก็จะถูกเอาไปจากเขา” ขณะนั้นมารดากับน้องๆ ของพระเยซูมาหาพระองค์ แต่ไม่สามารถเข้าใกล้พระองค์ได้เพราะคนแน่นมาก มีบางคนมาทูลพระองค์ว่า “มารดากับน้องชายของท่านยืนอยู่ข้างนอกต้องการจะพบท่าน” พระองค์ทรงตอบว่า “มารดาและน้องชายของเราคือบรรดาผู้ที่ได้ยินพระวจนะของพระเจ้าและนำไปปฏิบัติ” วันหนึ่งพระเยซูตรัสกับเหล่าสาวกว่า “ให้เราข้ามทะเลสาบไปอีกฟากหนึ่งเถิด” พวกเขาจึงพากันลงเรือไป ขณะที่เขาแล่นเรือไปพระเยซูบรรทมหลับ เกิดพายุใหญ่กลางทะเลสาบ น้ำซัดเข้าเรือ และพวกเขาตกอยู่ในอันตรายใหญ่หลวง เหล่าสาวกเข้ามาปลุกพระองค์และทูลว่า “พระอาจารย์ พระอาจารย์ เรากำลังจะจมแล้ว!” พระองค์ทรงลุกขึ้นห้ามลมและคลื่น พายุก็สงบลงและทุกอย่างก็สงบเงียบ พระองค์ทรงถามเหล่าสาวกว่า “ความเชื่อของพวกท่านอยู่ที่ไหน?” พวกเขากลัวและประหลาดใจ ต่างถามกันว่า “นี่คือใครหนอ? แม้แต่ลมและคลื่นก็ยังเชื่อฟังคำสั่งของพระองค์” พวกเขาแล่นเรือมาถึงแดนเกราซาซึ่งอยู่คนละฟากกับกาลิลี เมื่อพระเยซูทรงขึ้นจากเรือ พระองค์ทรงพบชายคนหนึ่งจากเมืองนั้นซึ่งถูกผีเข้าสิง นานแล้วที่ชายคนนี้ไม่สวมเสื้อผ้าไม่อยู่ในบ้าน แต่อาศัยอยู่ตามอุโมงค์ฝังศพ เมื่อเขาเห็นพระเยซูก็ส่งเสียงร้องและซบลงแทบพระบาทแล้วตะโกนสุดเสียงว่า “พระเยซู พระบุตรของพระเจ้าสูงสุด พระองค์ต้องการอะไรจากข้าพระองค์? ขอโปรดอย่าทรมานข้าพระองค์เลย!” เพราะพระเยซูได้ตรัสสั่งวิญญาณชั่วให้ออกมาจากชายผู้นี้ ผีได้สิงเขาหลายครั้งแล้ว แม้เอาโซ่ล่ามมือเท้าของเขาและวางยามเฝ้า เขาก็หักโซ่ตรวนเสียและผีขับไสเขาให้ออกไปอยู่ในที่เปลี่ยว พระเยซูตรัสถามเขาว่า “เจ้าชื่ออะไร?” เขาทูลว่า “ชื่อกอง” เพราะมีผีหลายตนสิงอยู่ในตัวเขา และพวกมันพร่ำอ้อนวอนพระองค์ไม่ให้ทรงสั่งให้มันกลับไปยังนรกขุมลึก แถวนั้นมีสุกรฝูงใหญ่หากินอยู่แถบเนินเขา พวกผีจึงทูลวิงวอนพระเยซูให้ทรงอนุญาตให้พวกมันไปสิงในฝูงสุกรและพระองค์ทรงอนุญาต พวกผีจึงออกจากชายคนนั้นเข้าไปสิงในสุกร แล้วสุกรทั้งฝูงก็กระโจนจากหน้าผาลงทะเลสาบจมน้ำตายหมด

แบ่งปัน
ลูกา 8 TNCV

ลูกา 8:1-33 THA-ERV (พระคริสตธรรมคัมภีร์: ฉบับอ่านเข้าใจง่าย)

ต่อมา​พระเยซู​เดินทาง​ไป​ตาม​เมือง​และ​หมู่บ้าน​ต่างๆ เพื่อ​ประกาศ​ข่าวดี​เกี่ยวกับ​อาณาจักร​ของ​พระเจ้า พวก​ศิษย์​เอก​ทั้ง​สิบสอง​คน​ก็​อยู่​กับ​พระองค์​ด้วย แล้ว​ยัง​มี​พวก​ผู้หญิง​บางคน​ติดตาม​มา​ด้วย ที่​พระองค์​เคย​ขับ​ผี​ชั่ว​และ​รักษา​โรค​ต่างๆ​ให้ คือ มารีย์​ชาว​มักดาลา​ที่​พระเยซู​เคย​ขับ​ผี​ชั่ว​ทั้ง​เจ็ด​ออก​ให้ นาง​โยอันนา​เมีย​ของ​คูซา​ผู้จัดการ​ทรัพย์สิน​ส่วนตัว​ของ​กษัตริย์​เฮโรด และ​นาง​สูสันนา​กับ​ผู้หญิง​คน​อื่นๆ​ที่​ใช้​ทรัพย์สิน​ส่วนตัว​ของ​พวก​นาง​เอง​คอย​ช่วยเหลือ​พระเยซู​กับ​พวก​ศิษย์​เอก​ของ​พระองค์​นั้น มี​ชาว​บ้าน​มากมาย​จาก​เมือง​ต่างๆ​มาหา​พระเยซู พระองค์​เล่า​เรื่อง​เปรียบเทียบ​ให้​พวก​เขา​ฟัง​ว่า “มี​ชาวนา​คน​หนึ่ง​ออก​ไป​หว่าน​เมล็ดพืช ขณะ​ที่​หว่าน​อยู่​นั้น พืช​บาง​เมล็ด​ตก​ตาม​ถนนหนทาง ถูก​เหยียบย่ำ และ​ถูก​นก​มา​จิก​กิน บาง​เมล็ด​ก็​ตกลง​ใน​ดิน​ที่​ชั้น​ล่าง​เป็น​หิน หลัง​จาก​ที่​งอก​แล้ว​ก็​เหี่ยว​แห้ง​ไป เพราะ​ราก​ตื้น​จึง​ขาด​ความชุ่มชื้น บาง​เมล็ด​ก็​ตก​อยู่​ใน​พง​หนาม เมื่อ​งอก​ขึ้น​มา​ก็​ถูก​พง​หนาม​ปกคลุม​จน​ทำ​ให้​ไม่​เจริญเติบโต บาง​เมล็ด​ตกใน​ที่ดิน​ดี เมื่อ​งอก​ขึ้น​มา​ก็​เกิด​ผล​เป็น​ร้อย​เท่า​ของ​ที่​หว่าน​ไว้” เมื่อ​พระองค์​เล่า​เสร็จ​แล้ว ก็​พูด​ว่า “ใคร​มี​หู ก็​ฟัง​ไว้​ให้​ดี” พวก​ศิษย์​ถาม​พระองค์​ว่า “เรื่อง​ที่​เล่า​ให้​ฟัง​นี้ หมายถึง​อะไร​ครับ” พระองค์​ตอบ​ว่า “มี​แต่​พวก​คุณ​เท่า​นั้น​ที่​เรา​จะ​บอก​ให้​รู้​ถึง​เรื่อง​ความลับ​ของ​อาณาจักร​ของ​พระเจ้า แต่​สำหรับ​คน​อื่น เรา​จะ​พูด​เป็น​เรื่อง​เปรียบเทียบ​ให้​ฟัง เพื่อ​ว่า ‘แม้​พวก​เขา​มองดู ก็​จะ​ไม่​เห็น แม้​พวก​เขา​ได้ยิน ก็​จะ​ไม่​เข้าใจ’” นี่​คือ​ความหมาย​ของ​เรื่อง​เปรียบเทียบ​นั้น “เมล็ด​พืช​ก็​คือ​ถ้อยคำ​ของ​พระเจ้า เมล็ดพืช​ที่​ตก​ตาม​ถนนหนทาง​ก็​คือ คน​ที่​ได้ยิน​ถ้อยคำ​ของ​พระเจ้า แต่​ถูก​มารร้าย​มา​แย่ง​เอา​ถ้อยคำ​นั้น​ไป​จาก​ใจ​ของ​เขา ทำ​ให้​เขา​ไม่​เชื่อ ก็​เลย​ไม่​รอด เมล็ดพืช​ที่​ตกใน​ดิน​ที่​ชั้นล่าง​เป็น​หิน​ก็​คือ คน​ที่​ได้ยิน​ถ้อย​คำ และ​รับ​ไว้​ทันที​ด้วย​ความ​ดีใจ​แต่​มี​ราก​ที่​ไม่​ลึก จึง​เหมือน​คน​ที่​เชื่อ​ประเดี๋ยวเดียว เมื่อ​เกิด​ความ​ทุกข์ยาก​ใน​ชีวิต​ก็​เลิก​เชื่อ เมล็ดพืช​ที่​ตก​อยู่​กลาง​พงหนาม ก็​คือ​คน​ที่​ฟัง​ถ้อยคำ​ของ​พระเจ้า​และ​รับ​ไว้ แต่​เพราะ​ความ​กังวลใจ หรือ​การ​เห็น​แก่​ความ​ร่ำรวย หรือ​ความสนุก​สนาน​ใน​ชีวิต ทำ​ให้​ไม่​เกิด​ผล เมล็ดพืช​ที่​ตกใน​ดิน​ดี ก็​คือ​คน​ที่​มี​จิตใจ​ดี​และ​ซื่อสัตย์ เมื่อ​ได้ยิน​ถ้อยคำ​ของ​พระเจ้า ก็​เก็บ​รักษา​ไว้ และ​เกิด​ผล​มาก​ด้วย​ความมานะ​อดทน” “คง​ไม่​มี​ใคร​จุด​ตะเกียง​แล้ว​เอา​ถัง​มา​ครอบ​ไว้​หรือ​วาง​ไว้​ใต้​เตียง​หรอก แต่​เขา​จะ​วาง​ไว้​บน​เชิงตะเกียง จะ​ได้​ส่อง​สว่าง​ให้​กับ​คน​ที่​เข้า​มา​ใน​บ้าน ทุก​อย่าง​ที่​ซ่อน​ไว้​เดี๋ยวนี้ ก็​จะ​ถูก​ค้น​พบ ทุก​อย่าง​ที่​เป็น​ความลับ​เดี๋ยวนี้ ก็​จะ​ถูก​เปิดเผย ถ้า​อย่าง​นั้น ระวัง​ให้​ดี​ว่า​คุณ​จะ​เป็น​ผู้​ฟัง​แบบ​ไหน คน​ที่​เข้าใจ​ดี​อยู่​แล้ว ก็​จะ​เข้าใจ​มาก​ยิ่ง​ขึ้น ส่วน​คน​ที่​ไม่​เข้าใจ​แล้ว​ยัง​ไม่​สนใจ​ฟัง​อีก แม้แต่​เรื่อง​ที่​เขา​คิด​ว่า​เข้าใจ​ก็​จะ​หาย​ไป​ด้วย” เมื่อ​แม่​กับ​น้องๆ​ของ​พระเยซู​มาหา ก็​เข้า​ไป​ไม่​ถึง​พระองค์​เพราะ​คน​แน่น​มาก มี​คน​มา​บอก​พระเยซู​ว่า “อาจารย์ แม่​กับ​พวก​น้องๆ​ของ​อาจารย์ มา​ยืน​รอ​พบ​อาจารย์​อยู่​ด้าน​นอก​ครับ” พระองค์​ตอบ​ไป​ว่า “แม่​และ​น้องๆ​ของ​เรา​ก็​คือ​คน​เหล่า​นั้น​ที่​ฟัง​ถ้อยคำ​ของ​พระเจ้า แล้ว​ทำ​ตาม” วัน​หนึ่ง​ที่​ทะเลสาบ​พระเยซู​ลง​เรือ​พร้อม​กับ​พวก​ศิษย์ พระองค์​ออก​ปาก​ชวน​ว่า “พวก​เรา​ข้าม​ไป​ฝั่ง​โน้น​กัน​เถอะ” พวก​เขา​จึง​ออก​เรือ ขณะ​ที่​เรือ​แล่น​ไป​พระเยซู​ก็​นอนหลับ เกิด​พายุ​ใหญ่​ขึ้น​กลาง​ทะเลสาบ น้ำ​ซัด​เข้า​เรือ​จน​เกือบ​จะ​จม​อยู่​แล้ว ทุก​คน​ตก​อยู่​ใน​อันตราย พวก​เขา​จึง​พา​กัน​ไป​ปลุก​พระเยซู ตะโกน​ว่า “อาจารย์ อาจารย์ พวก​เรา​กำลัง​จะ​จม​อยู่​แล้ว” พระองค์​ก็​ตื่น​ขึ้น​มา และ​สั่ง​ลม​และ​คลื่น​ให้​สงบ พายุ​ก็​หยุด ทุก​อย่าง​สงบ​นิ่ง แล้ว​พระเยซู​พูด​กับ​พวก​เขา​ว่า “ความเชื่อ​ของ​พวก​คุณ​หาย​ไป​ไหน​หมด” พวก​เขา​ก็​เกรง​กลัว​และ​ประหลาดใจ เขา​พูด​กัน​ว่า “คนนี้​เป็น​ใคร​กัน แม้แต่​ลม​และ​คลื่น​ก็​ยัง​สั่ง​ได้ และ​พวกมัน​ก็​เชื่อฟัง​ด้วย” พวก​เขา​แล่น​เรือ​ข้าม​มา​อีก​ฝั่ง​หนึ่ง​ของ​ทะเลสาบ​กาลิลี​ถึง​เขตแดน​ของ​ชาว​เกราซา เมื่อ​พระเยซู​ขึ้น​มา​บน​ฝั่ง ก็​เจอ​ชาย​คน​หนึ่ง​ที่​มา​จาก​เมือง​นั้น เขา​ถูก​ผี​ชั่ว​สิง​อยู่ เขา​แก้​ผ้า​และ​ไม่​ได้​อยู่​บ้าน​มา​นาน​แล้ว แต่​อยู่​ตาม​อุโมงค์​ฝัง​ศพ เมื่อ​เขา​เห็น​พระเยซู ก็​ล้มลง​ต่อหน้า​พระองค์​และ​ร้องตะโกน​สุด​เสียง​ว่า “เยซู บุตร​ของ​พระเจ้า​สูงสุด มา​ยุ่ง​กับ​ข้า​ทำไม ขอ​ร้องละ​อย่า​ได้​ทรมาน​ข้า​เลย” ที่​มัน​พูด​อย่างนี้ ก็​เพราะ​พระเยซู​สั่ง​ให้​มัน​ออก​จาก​ร่าง​ของ​ชาย​คน​นั้น มัน​ชอบ​เข้าสิง​ชาย​คนนี้​อยู่​เรื่อย ขนาด​เอา​โซ่​ล่าม​มือ​และ​เท้า​ทั้ง​สอง​ข้าง​และ​คุมขัง​เอา​ไว้ เขา​ก็​ยัง​ทำลาย​โซ่​ตรวน​เหล่า​นั้น​ได้ และ​ผีชั่ว​ก็​บังคับ​ให้​ชาย​คนนี้​เข้า​ไป​ใน​ที่​เปล่า​เปลี่ยว​แห้งแล้ง พระเยซู​ถาม​มัน​ว่า “เอ็ง​ชื่อ​อะไร” มัน​ตอบ​ว่า “ชื่อ​กอง” ที่​มัน​ตอบ​อย่างนี้ ก็​เพราะ​มี​พวก​มัน​หลาย​ตน​สิง​อยู่​ใน​ชาย​คนนี้ พวก​มัน​ต่าง​ก็​อ้อนวอน​พระเยซู​ไม่​ให้​ส่ง​พวก​มัน​ไป​ลง​นรก​อเวจี มี​หมู​ฝูง​ใหญ่​ถูก​ปล่อย​ให้​หา​กิน​อยู่​ตาม​ไหล่​เขา​แถวๆ​นั้น พวก​ผี​ชั่ว​จึง​ขอ​ร้อง​พระเยซู ให้​พวก​มัน​เข้า​ไป​สิง​อยู่​ใน​หมู​ฝูง​นั้น​แทน พระเยซู​ก็​ยอม พวก​มัน​จึง​พา​กัน​ออก​จาก​ร่าง​ชาย​คนนี้ และ​เข้า​ไป​สิง​หมู​ฝูง​นั้น​แทน หมู​ทั้ง​ฝูง​ก็​พา​กัน​วิ่ง​กรู​กัน​จาก​ไหล่​เขา​สูง​ชัน​ลง​สู่​ทะเลสาบ จม​น้ำ​ตาย​หมด

แบ่งปัน
ลูกา 8 THA-ERV

ลูกา 8:1-33 NTV (พระคัมภีร์ ฉบับแปลใหม่ (NTV))

หลัง​จาก​นั้น พระ​เยซู​พร้อม​ด้วย​อัครทูต​ทั้ง​สิบ​สอง​ได้​เดิน​ทาง​ไป​ตาม​เมือง​และ​หมู่บ้าน​เพื่อ​ประกาศ​ข่าว​ประเสริฐ​เรื่อง​อาณาจักร​ของ​พระ​เจ้า มี​ผู้​หญิง​บาง​คน​ที่​รับ​การ​รักษา​หาย​จาก​พวก​วิญญาณ​ร้าย​และ​โรค​ต่างๆ ด้วย​คือ มารีย์​ชาว​มักดาลา ซึ่ง​มาร​ทั้ง​เจ็ด​ได้​ออก​จาก​ตัว​ไป โยอันนา​ภรรยา​ของ​คูซา​ผู้​ดูแล​ผล​ประโยชน์​ของ​เฮโรด ซูซานา​และ​คน​อื่น​อีก​จำนวน​มาก ผู้​หญิง​เหล่า​นี้​ได้​มอบ​ทรัพย์สิน​ส่วน​ตัว​ของ​พวก​นาง​เอง​เพื่อ​ช่วยเหลือ​พระ​เยซู​และ​เหล่า​อัครทูต ขณะ​ที่​มหาชน​จาก​เมือง​ต่างๆ มา​ชุมนุม​กัน พระ​เยซู​กล่าว​เป็น​อุปมา​ว่า “ชาวไร่​คนหนึ่ง​ออกไป​หว่าน​เมล็ด​พืช​ของ​เขา ขณะที่​เขา​กำลัง​หว่าน​เมล็ด บาง​เมล็ด​ตกลง​ตาม​ทาง​แล้ว​ก็​ถูก​เหยียบ พวก​นก​พา​กัน​จิก​กิน​เสียหมด บาง​เมล็ด​ตกลง​บน​หิน พอ​งอก​ขึ้น​แล้ว​ต้น​ก็​เหี่ยวแห้ง​ไป​เพราะ​ขาด​ความ​ชื้น บาง​เมล็ด​ตกลง​ท่าม​กลาง​ไม้หนาม​ที่​เติบโต​ขึ้น​และ​แย่ง​อาหาร​ไป​เสีย บาง​เมล็ด​ที่​ตก​บน​ดิน​ดี ก็​ได้​งอก​ขึ้น​และ​เกิด​ผล​เป็น 100 เท่า​เพิ่ม​ขึ้น​จาก​ที่​ได้​หว่าน​ไว้” เมื่อ​พระ​องค์​กล่าว​จบ​แล้ว​ก็​ประกาศ​ขึ้น​ว่า “ผู้​ใด​มี​หู​ที่​จะ​ฟัง​ก็​จง​ฟัง​เถิด” พวก​สาวก​ของ​พระ​องค์​ถาม​ว่า คำ​อุปมา​นี้​หมาย​ความ​ว่า​อย่างไร พระ​องค์​กล่าว​ว่า “เรา​ทำ​ให้​เจ้า​เข้าใจ​ถึง​ความ​ลับ​ของ​อาณาจักร​ของ​พระ​เจ้า​แล้ว แต่​สำหรับ​ผู้อื่น เรา​กล่าว​เป็น​อุปมา​เพื่อ​ว่า ‘แม้​ว่า​ขณะ​ที่​กำลัง​ดู พวก​เขา​ก็​มอง​ไม่​เห็น แม้​ว่า​ขณะ​ที่​กำลัง​ได้ยิน พวก​เขา​ก็​ไม่​เข้าใจ’ นี่​คือ​ความ​หมาย​ของ​คำ​อุปมา​ที่​ว่า เมล็ด​พืช​นั้น​เป็น​เสมือน​คำกล่าว​ของ​พระ​เจ้า พวก​ที่​อยู่​ตาม​ทาง​คือ​ผู้​ที่​ได้ยิน​แล้ว และ​พญามาร​ก็​มา​ปล้น​คำกล่าว​ออก​จาก​จิตใจ​ของ​เขา เพื่อ​ไม่​ให้​เชื่อ​และ​รอด​พ้น​ได้ พวก​ที่​อยู่​บน​หิน คือ​ผู้​ที่​เมื่อ​ได้ยิน​คำกล่าว​ก็​รับ​ไว้​ด้วย​ความ​ยินดี แต่​เนื่อง​จาก​เขา​ไม่​มี​ราก​ฐาน​อัน​มั่นคง จึง​เชื่อ​สักพัก​หนึ่ง พอ​ถึง​เวลา​ทดสอบ​ใจ​ก็​ล้มเลิก​จาก​ความ​เชื่อ เมล็ด​ที่​ตก​ท่าม​กลาง​ไม้​หนาม​เปรียบ​ได้​กับ​ผู้​ที่​ได้ยิน แต่​ขณะ​ที่​เขา​ดำรง​ชีวิต​ต่อ​ไป ก็​ถูก​ขัดขวาง​โดย​ความ​กังวล​ต่างๆ ความ​ร่ำรวย​และ​ความ​สำราญ ซึ่ง​ทำ​ให้​ไม่​อาจ​เติบโต​ได้ แต่​เมล็ด​บน​ดิน​ดี​เปรียบ​เสมือน​ผู้​ที่​บากบั่น ด้วย​จิตใจ​อัน​ซื่อสัตย์​และ​ดี​งาม​เมื่อ​ได้ยิน​คำกล่าว และ​ด้วย​ความ​พากเพียร​จึง​บังเกิด​ผล ไม่​มี​ผู้​ใด​ที่​จุด​ตะเกียง​แล้ว​ซ่อน​ไว้​ใน​โถ​หรือ​ใต้​เตียง แต่​จะ​ตั้ง​ไว้​บน​ขาตั้ง​ตะเกียง​เพื่อ​ให้​ผู้​ที่​เข้า​มา​ได้​เห็น​แสง​สว่าง ไม่​มี​สิ่ง​ใด​ที่​ซ่อน​ไว้​แล้ว​จะ​ไม่​ปรากฏ​แจ้ง และ​ไม่​มี​สิ่ง​ใด​ที่​เร้นลับ​แล้ว​จะ​ไม่​ถูก​เปิดเผย​ใน​ที่​แจ้ง ฉะนั้น​เจ้า​จง​ฟัง​ให้​ดี ผู้​ใด​ก็​ตาม​ที่​มี​อยู่​แล้ว​จะ​ได้​รับ​มาก​ขึ้น และ​ผู้​ใด​ที่​ไม่​มี แม้​ว่า​สิ่ง​ซึ่ง​เขา​คิด​ว่า​เขา​มี​อยู่​ก็​จะ​ถูก​ยึด​ไป​จาก​เขา​เสีย” ขณะ​นั้น​มารดา​และ​พวก​น้อง​ชาย​ของ​พระ​เยซู​มา​หา​พระ​องค์ แต่​ไม่​อาจ​ฝ่า​ฝูง​ชน​เข้า​มา​ได้​เพราะ​คน​แน่น มี​คน​มา​บอก​พระ​เยซู​ว่า “มารดา​และ​พวก​น้อง​ชาย​ของ​ท่าน​กำลัง​ยืน​อยู่​ข้าง​นอก​และ​ต้องการ​จะ​มา​หา​ท่าน” พระ​องค์​ตอบ​ว่า “มารดา​และ​พี่น้อง​ของ​เรา คือ​พวก​ที่​ฟัง​คำกล่าว​ของ​พระ​เจ้า​และ​ปฏิบัติ​ตาม” วัน​หนึ่ง พระ​เยซู​กล่าว​กับ​กลุ่ม​สาวก​ว่า “เรา​ข้าม​ทะเลสาบ​ไป​อีก​ฟาก​กัน​เถิด” ฉะนั้น​สาวก​ทั้ง​หลาย​ก็​ออก​เรือ​ไป ขณะ​ที่​แล่น​ใบ​ออก​ไป พระ​องค์​นอน​หลับ​อยู่ และ​เกิด​พายุ​กระหน่ำ​ใน​ทะเลสาบ น้ำ​ก็​ท่วม​ลำ​เรือ​จน​เข้า​ขั้น​อันตราย บรรดา​สาวก​จึง​ไป​ปลุก​พระ​องค์​ให้​ตื่น​พลาง​พูด​ว่า “นายท่าน นายท่าน พวก​เรา​กำลัง​จะ​ตาย​อยู่​แล้ว” พระ​องค์​ตื่น​ขึ้น​ห้าม​ลม​และ​คลื่น พายุ​จึง​หยุด​และ​สงบ​เงียบ​ลง พระ​องค์​จึง​ถาม​พวก​เขา​ว่า “ความ​เชื่อ​ของ​เจ้า​อยู่​ที่​ไหน” พวก​เขา​ถาม​กัน​และ​กัน​ด้วย​ความ​ตกใจ​และ​อัศจรรย์​ใจ​ว่า “แล้ว​ท่าน​ผู้​นี้​เป็น​ใคร จึง​สั่ง​ลม​และ​น้ำ​ให้​เชื่อฟัง​ได้” พระ​เยซู​กับ​เหล่า​สาวก​แล่น​ใบ​ไป​ถึง​ดินแดน​เก-ราซา ซึ่ง​อยู่​ตรง​ข้าม​กับ​แคว้น​กาลิลี เมื่อ​พระ​เยซู​ขึ้น​ฝั่ง ก็​มี​ชาย​ชาว​เมือง​เก-ราซา​คน​หนึ่ง​ซึ่ง​มี​มาร​สิง​อยู่​มา​หา​พระ​องค์ ชาย​คน​นี้​ไม่​ได้​สวม​เสื้อ​ตัว​นอก​และ​ไม่​ได้​อาศัย​อยู่​ใน​บ้าน​มา​เป็น​เวลา​นาน​แล้ว แต่​อยู่​ตาม​ถ้ำ​เก็บ​ศพ เมื่อ​เขา​เห็น​พระ​เยซู เขา​ก็​ล้ม​ตัว​ลง​แทบ​เท้า​ของ​พระ​องค์ และ​ร้อง​ตะโกน​เสียง​ดัง​ว่า “พระ​เยซู​บุตร​ของ​พระ​เจ้า​ผู้​สูง​สุด ท่าน​มา​ยุ่ง​เกี่ยว​อะไร​กับ​ข้าพเจ้า ข้าพเจ้า​ขอ​ร้อง​ท่าน​ว่า​อย่า​ทรมาน​ข้าพเจ้า​เลย” เป็น​เพราะ​พระ​เยซู​ได้​บัญชา​ให้​วิญญาณ​ร้าย​ออก​มา​จาก​ตัว​ของ​ชาย​คน​นั้น เพราะ​หลาย​ต่อ​หลาย​ครั้ง​ที่​มัน​เข้า​มา​สิง​เขา แม้​มี​คน​คุม​ตัว​เขา ถูก​ตรวน​ทั้ง​ที่​ข้อมือ​และ​ข้อเท้า เขา​ก็​ยัง​หัก​โซ่ตรวน​ได้ และ​มาร​ผลักดัน​เขา​ออก​ไป​ยัง​ที่​ไม่​มี​ผู้​คน พระ​เยซู​ถาม​เขา​ว่า “เจ้า​ชื่อ​อะไร” เขา​ตอบ​ว่า “เลเกโอน” ด้วย​ว่า​มี​มาร​หลาย​ตน​สิง​เขา​อยู่ พวก​มัน​อ้อนวอน​พระ​องค์​ซ้ำ​แล้ว​ซ้ำ​อีก​มิ​ให้​ส่ง​มัน​ลง​ขุม​นรก ขณะ​นั้น​มี​หมู​ฝูง​ใหญ่​ที่​กำลัง​หา​กิน​อยู่​บน​เชิง​เขา​ใน​บริเวณ​ใกล้ๆ นั้น พวก​มาร​อ้อนวอน​ให้​พระ​เยซู​ปล่อย​มัน​ไป​สิง​ใน​ฝูง​หมู พระ​องค์​ก็​อนุญาต พวก​มาร​จึง​ออก​มา​จาก​ร่าง​ของ​ชาย​คน​นั้น แล้ว​เข้า​สิง​ใน​ตัว​หมู และ​ทั้ง​ฝูง​เตลิด​ลง​จาก​หน้าผา​ชัน​สู่​ทะเลสาบ​และ​จม​น้ำ​ตาย

แบ่งปัน
ลูกา 8 NTV

ลูกา 8:1-33 KJV (พระคัมภีร์ภาษาไทยฉบับ KJV)

ต่อมาภายหลังพระองค์​ก็​เสด็จไปตามทุ​กบ​้านทุกเมือง ทรงประกาศข่าวประเสริฐแห่งอาณาจักรของพระเจ้า สาวกสิบสองคนนั้​นก​็​อยู่​กับพระองค์ พร​้อมกับผู้หญิงบางคนที่​มี​วิญญาณชั่วออกจากนางและที่หายโรคต่างๆ คือมารีย์​ที่​เรียกว่าชาวมักดาลา ที่​ได้​ทรงขับผีออกจากนางเจ็ดผี และโยอันนาภรรยาของคู​ซา ต้นเรือนของเฮโรด และซูซันนา และผู้หญิ​งอ​ื่นๆหลายคนที่เคยปรนนิบั​ติ​พระองค์​ด้วยการถวายสิ่งของของเขา เมื่อประชาชนเป็​นอ​ันมากอยู่​พร้อมกัน และคนกำลังมาหาพระองค์จากทุกเมือง พระองค์​จึงตรัสเป็นคำอุปมาว่า “​มี​ผู้​หว่านคนหนึ่งออกไปหว่านเมล็ดพืชของตน และเมื่อเขาหว่าน เมล็ดพื​ชน​ั้​นก​็ตกตามหนทางบ้าง ถู​กเหยียบย่ำ และนกในอากาศมากินเสีย บ้างก็ตกที่​หิน และเมื่องอกขึ้นแล้​วก​็​เห​ี่ยวแห้งไปเพราะที่​ไม่​ชื้น บ้างก็ตกที่กลางต้นหนาม ต้นหนามก็งอกขึ้นมาด้วยปกคลุมเสีย บ้างก็ตกที่​ดิ​นดี จึงงอกขึ้นเกิดผลร้อยเท่า” ครั้นพระองค์ตรั​สอย​่างนั้นแล้ว จึงทรงร้องว่า “ใครมี​หู​ฟังได้ จงฟังเถิด” เหล่​าสาวกจึงทูลถามพระองค์​ว่า “คำอุปมานั้นหมายความว่าอย่างไร” พระองค์​จึงตรั​สว​่า “ข้อความลึ​กล​ับแห่งอาณาจักรของพระเจ้าทรงโปรดให้ท่านทั้งหลายรู้​ได้ แต่​สำหรับคนอื่นนั้นได้​ให้​เป็นคำอุปมา เพื่อเมื่อเขาดู​ก็​ไม่เห็น และเมื่อเขาได้ยิ​นก​็​ไม่เข้าใจ คำอุปมานั้​นก​็​อย่างนี้ เมล็ดพื​ชน​ั้นได้​แก่​พระวจนะของพระเจ้า ที่​ตกตามหนทางได้​แก่​คนเหล่านั้​นที​่​ได้ยิน แล​้วพญามารมาชิงเอาพระวจนะจากใจของเขา เพื่อไม่​ให้​เขาเชื่อและรอดได้ ซึ่งตกที่หินนั้นได้​แก่​คนเหล่านั้​นที​่​ได้​ยินแล้​วก​็รับพระวจนะนั้นด้วยความปรี​ดี แต่​ไม่มี​ราก เชื่อได้​แต่​ชั่วคราว เมื่อถูกทดลองเขาก็หลงเสียไป ที่​ตกกลางหนามนั้นได้​แก่​คนเหล่านั้​นที​่​ได้​ยินแล้วออกไป และความปรารภปรารมย์ ทรัพย์สมบัติ ความสนุกสนานแห่งชีวิ​ตน​ี้​ก็​ปกคลุมเขา ผลของเขาจึงไม่​เติบโต และซึ่งตกที่​ดิ​นดี​นั้น ได้แก่​คนเหล่านั้​นที​่​ได้​ยินพระวจนะด้วยใจซื่​อสัตย์​และใจที่​ดี​แล้วก็​จดจำไว้ จึงเกิดผลด้วยความเพียร ไม่มี​ผู้​ใดเมื่อจุดเทียนแล้วจะเอาภาชนะครอบไว้ หรือวางไว้​ใต้​เตียง แต่​ตั้งไว้​ที่​เชิงเทียน เพื่อคนทั้งหลายที่​เข​้ามาจะเห็นแสงสว่างได้ ด้วยว่าไม่​มี​สิ​่งใดที่ซ่อนไว้ซึ่งจะไม่ปรากฏแจ้ง และไม่​มี​สิ​่งใดที่ปิดบังไว้ซึ่งจะไม่​รู้​จะไม่ต้องแพร่งพราย เหตุ​ฉะนั้น ท่านทั้งหลายจะฟังอย่างไรก็จงเอาใจจดจ่อ เพราะว่าผู้ใดมี​อยู่​แล​้วจะทรงเพิ่มเติมให้​แก่​ผู้​นั้​นอ​ีก แต่​ผู้​ใดไม่​มี แม้​ซึ่งเขาคิดว่ามี​อยู่​นั้นจะทรงเอาไปจากเขา” ครั้งนั้นมารดาและพวกน้องชายของพระองค์มาหาพระองค์ แต่​เข​้าไปถึงพระองค์​ไม่ได้​เพราะคนมาก มี​คนทูลพระองค์​ว่า “มารดาและน้องชายของพระองค์ยืนอยู่ข้างนอกปรารถนาจะพบพระองค์” แต่​พระองค์​ตรัสตอบเขาว่า “มารดาของเรา และพี่น้องของเราคือคนเหล่านั้​นที​่​ได้​ฟังพระวจนะของพระเจ้าและกระทำตาม” อยู่​มาวันหนึ่งพระองค์เสด็จลงเรื​อก​ับเหล่าสาวกของพระองค์ แล​้วพระองค์ตรัสแก่เขาว่า “​ให้​เราข้ามทะเลสาบไปฟากข้างโน้น” เขาก็ถอยเรือออกไป เมื่อกำลังแล่นไปพระองค์ทรงบรรทมหลับ และบังเกิดพายุ​กล​้ากลางทะเลสาบ น้ำเข้าเรืออยู่น่ากลัวจะมี​อันตราย เขาจึงมาปลุกพระองค์​ว่า “​อาจารย์​เจ้าข้า อาจารย์​เจ้าข้า ข้าพเจ้าทั้งหลายกำลังจะพินาศอยู่​แล้ว​” พระองค์​จึงทรงตื่นขึ้นห้ามลมและคลื่น แล​้วคลื่นลมก็หยุดเงียบสงบที​เดียว พระองค์​จึงตรัสแก่เขาว่า “ความเชื่อของเจ้าอยู่​ที่ไหน​” เขาเหล่านั้นกลัวและประหลาดใจพู​ดก​ั​นว​่า “ท่านผู้​นี้​เป็นผู้ใดจึงสั่​งบ​ังคับลมและน้ำได้ และลมกั​บน​้ำนั้​นก​็เชื่อฟังท่าน” เขาแล่นไปถึงแขวงชาวเมืองกาดาราที่​อยู่​ตรงข้ามกาลิลี เมื่อพระองค์เสด็จขึ้นบกแล้ว มี​ชายคนหนึ่งจากเมืองนั้นมาพบพระองค์ คนนั้​นม​ี​ผี​เข​้าสิงอยู่นานแล้ว และมิ​ได้​สวมเสื้อ มิได้​อยู่​เรือน แต่​อยู่​ตามอุโมงค์​ฝังศพ ครั้นเห็นพระเยซูเขาก็​โห่ร้อง และกราบลงตรงพระพักตร์​พระองค์ ร้องเสียงดังว่า “ข้าแต่​พระเยซู​บุ​ตรของพระเจ้าสูงสุด ข้าพระองค์​เก​ี่ยวข้องอะไรกั​บท​่านเล่า ขอพระองค์อย่าทรมานข้าพระองค์” (​ที่​พู​ดเช่นนี้​ก็​เพราะพระองค์​ได้​สั่งผีโสโครกให้ออกมาจากตัวคนนั้น ด้วยว่าผีนั้นแผลงฤทธิ์ในตัวเขาบ่อยๆ และเขาถูกจำด้วยโซ่​ตรวน แต่​เขาได้หักเครื่องจำนั้นเสีย แล​้วผี​ก็​นำเขาไปในที่​เปลี่ยว​) ฝ่ายพระเยซูตรัสถามมั​นว​่า “​เจ้​าชื่ออะไร” มันทูลตอบว่า “ชื่อกอง” ด้วยว่ามี​ผี​หลายตนเข้าสิงอยู่ในตัวเขา ผี​นั้นจึ​งอ​้อนวอนขอพระองค์​มิ​ให้​สั่งให้มันลงไปยังนรกขุ​มล​ึก ตำบลนั้​นม​ีสุกรฝูงใหญ่กำลังหากินอยู่​ที่​ภูเขา ผี​เหล่​านั้นได้อ้อนวอนพระองค์ขออนุญาตให้มันเข้าสิงในฝูงสุ​กร พระองค์​ก็​ทรงอนุญาต ผี​เหล่​านั้นจึงออกมาจากคนนั้น แล​้วเข้าอยู่ในตัวสุ​กร สุกรทั้งฝู​งก​็วิ่งพุ่งกระโดดจากหน้าผาชันลงไปในทะเลสาบสำลักน้ำตาย

แบ่งปัน
ลูกา 8 KJV