โลโก้แอพพระคัมภีร์
ไอคอนค้นหา

ลูกา 19:11-48 - เปรียบเทียบทุกเวอร์ชัน

ลูกา 19:11-48 THSV11 (ฉบับมาตรฐาน)

ขณะที่ประชาชนกำลังฟังสิ่งเหล่านี้ พระองค์ก็ตรัสอุปมาเรื่องหนึ่งให้พวกเขาฟังต่อไปอีก เพราะพระองค์กำลังเสด็จมาใกล้กรุงเยรูซาเล็ม และเพราะเหตุที่พวกเขาคิดว่าแผ่นดินของพระเจ้ากำลังจะปรากฏในไม่ช้านี้ พระองค์ตรัสว่า “มีเจ้านายองค์หนึ่งกำลังจะเดินทางไปเมืองไกลเพื่อรับอำนาจมาครองแผ่นดิน แล้วจะกลับมาอีก ท่านจึงเรียกทาสของท่านสิบคนมา มอบเงินไว้กับพวกเขาสิบมินาแล้วสั่งว่า ‘จงเอาไปค้าขายจนกว่าเราจะกลับมา’ แต่ชาวเมืองเกลียดชังท่านผู้นั้น จึงส่งทูตตามหลังไปเพื่อทูลว่า ‘เราไม่ต้องการให้ท่านผู้นี้มาปกครอง’ เมื่อท่านได้รับอำนาจครองแผ่นดินกลับมาแล้ว ท่านจึงเรียกพวกทาสที่ท่านให้เงินไว้นั้นมา เพื่อจะดูว่าพวกเขาค้าขายได้กำไรเท่าไหร่ คนแรกมาบอกว่า ‘ท่านเจ้าข้า เงินหนึ่งมินาของท่านได้กำไรมาอีกสิบมินา’ ท่านจึงพูดกับเขาว่า ‘ดีมาก เจ้าเป็นทาสที่ดี เพราะเจ้าซื่อสัตย์ในของเล็กน้อย เจ้าจงมีอำนาจครอบครองสิบเมืองเถิด’ คนที่สองมาบอกว่า ‘ท่านเจ้าข้า เงินหนึ่งมินาของท่านได้กำไรมาอีกห้ามินา’ ท่านจึงพูดกับเขาเหมือนกันว่า ‘เจ้าจงครอบครองห้าเมืองเถิด’ อีกคนหนึ่งมาบอกว่า ‘ท่านเจ้าข้า นี่เงินหนึ่งมินาของท่าน ข้าพเจ้าเอามันห่อผ้าเก็บไว้ เพราะข้าพเจ้ากลัวท่าน เนื่องจากท่านเป็นคนเข้มงวด ท่านเก็บผลที่ท่านไม่ได้ลงแรง และเกี่ยวสิ่งที่ท่านไม่ได้หว่าน’ ท่านจึงตอบเขาว่า ‘ไอ้ขี้ข้าชั่วช้า เราจะพิพากษาเจ้าด้วยคำพูดของเจ้าเอง เจ้าก็รู้ไม่ใช่หรือว่าเราเป็นคนเข้มงวด เก็บผลที่เราไม่ได้ลงแรงและเกี่ยวสิ่งที่เราไม่ได้หว่าน? แล้วทำไมเจ้าถึงไม่ฝากเงินของเราไว้ในธนาคาร? เมื่อเรามาจะได้รับเงินของเราพร้อมกับดอกเบี้ยด้วย’ แล้วท่านสั่งคนที่ยืนอยู่ที่นั่นว่า ‘จงเอาเงินหนึ่งมินาจากเขาไปให้กับคนที่มีสิบมินา’ แล้วพวกเขาพูดว่า ‘ท่านเจ้าข้า เขามีสิบมินาแล้ว’ ‘เราบอกพวกเจ้าว่า ทุกคนที่มีอยู่แล้วจะได้รับเพิ่มอีก แต่คนที่ไม่มี แม้แต่สิ่งที่เขามีอยู่นั้นก็จะต้องเอาไปจากเขา ส่วนพวกศัตรูของเราที่ไม่ต้องการให้เราปกครองพวกเขานั้น จงพาเขามาที่นี่ แล้วฆ่าเสียต่อหน้าเรา’ ” เมื่อพระองค์ตรัสคำเหล่านั้นแล้ว พระองค์ก็ทรงล่วงหน้าไปก่อน เพื่อจะขึ้นไปที่กรุงเยรูซาเล็ม เมื่อพระองค์เสด็จมาใกล้หมู่บ้านเบธฟายีและหมู่บ้านเบธานี มาถึงภูเขาที่เรียกว่ามะกอกเทศ พระองค์ทรงใช้สาวกสองคน สั่งว่า “จงเข้าไปในหมู่บ้านที่อยู่ตรงหน้า เมื่อเข้าไปแล้วจะพบลูกลาตัวหนึ่งที่ยังไม่มีใครขึ้นขี่เลยผูกไว้ จงแก้มันจูงมาเถิด ถ้ามีใครถามว่า ‘ท่านแก้มันทำไม?’ จงบอกเขาว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้าต้องพระประสงค์จะใช้มัน’ ” สาวกสองคนนั้นก็พบเหมือนอย่างที่พระองค์ตรัสกับเขา ขณะที่เขากำลังแก้ลูกลาอยู่นั้น พวกเจ้าของก็ถามเขาว่า “ท่านแก้ลูกลาทำไม?” เขาตอบว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าต้องพระประสงค์จะใช้มัน” แล้วเขาก็จูงลูกลามาหาพระเยซู เอาเสื้อของตนปูบนหลังลา แล้วเชิญพระเยซูขึ้นทรงลานั้น ขณะที่พระองค์เสด็จไป ประชาชนเอาเสื้อผ้าของตนปูตามหนทาง เมื่อพระองค์เสด็จมาใกล้ทางที่จะลงไปจากภูเขามะกอกเทศแล้ว พวกสาวกทุกคนก็มีความชื่นชมยินดีเพราะมหกิจทั้งหลายที่พวกเขาเห็นนั้น จึงเริ่มสรรเสริญพระเจ้าด้วยเสียงดัง ว่า “ขอให้ พระมหากษัตริย์ ผู้เสด็จมา ในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงพระเจริญ ขอให้มีสันติในสวรรค์ และพระเกียรติในที่สูงสุด” แต่ฟาริสีบางคนในฝูงชนทูลพระองค์ว่า “ท่านอาจารย์ จงห้ามพวกสาวกของท่าน” พระองค์ตรัสตอบพวกเขาว่า “เราบอกพวกท่านว่า แม้คนพวกนี้จะนิ่งเงียบ แต่ศิลาทั้งหลายก็ยังจะส่งเสียงร้อง” เมื่อพระองค์เสด็จมาใกล้และทอดพระเนตรเห็นกรุงแล้ว ก็ทรงกันแสงสงสารกรุงนั้น ตรัสว่า “โอ เราอยากให้ตัวเจ้ารู้ในเวลานี้ว่าสิ่งใดสร้างสันติ แต่เดี๋ยวนี้สิ่งนั้นถูกซ่อนไว้จากตาของเจ้าแล้ว เพราะว่าเวลานั้นจะมาถึงเจ้า เมื่อพวกศัตรูของเจ้าจะก่อเชิงเทินต่อสู้เจ้า และล้อมขังเจ้าไว้ทุกด้าน แล้วจะเหวี่ยงเจ้าลงให้ราบบนพื้นดิน ทั้งตัวเจ้าและลูกๆ ที่อยู่ข้างในเจ้า และพวกเขาจะไม่ปล่อยให้มีศิลาซ้อนทับกันไว้ข้างในเจ้า เพราะเจ้าไม่รับรู้วันเวลาที่พระองค์เสด็จมาเยี่ยมเจ้า” พระองค์เสด็จเข้าไปในบริเวณพระวิหาร แล้วทรงเริ่มขับไล่คนทั้งหลายที่ค้าขายอยู่นั้น และตรัสกับพวกเขาว่า “มีพระวจนะเขียนไว้ว่า ‘นิเวศของเราควรจะเป็นนิเวศอธิษฐาน แต่พวกท่านทำให้เป็นถ้ำของพวกโจร’ ” พระองค์ทรงสั่งสอนในบริเวณพระวิหารทุกวัน แต่พวกหัวหน้าปุโรหิต พวกธรรมาจารย์ และผู้นำคนอื่นๆ ของประชาชนหาช่องทางที่จะฆ่าพระองค์ แต่พวกเขาไม่พบช่องทางที่จะทำอะไรได้ เพราะว่าประชาชนทุกคนชอบฟังพระองค์มาก

แบ่งปัน
ลูกา 19 THSV11

ลูกา 19:11-48 TH1971 (พระคัมภีร์ไทย ฉบับ 1971)

เมื่อเขาทั้งหลายได้ยินเหตุการณ์นั้น พระองค์ได้ตรัสคำอุปมาเรื่องหนึ่งให้เขาฟังต่อไป เพราะพระองค์เสด็จมาใกล้กรุงเยรูซาเล็มแล้ว และเพราะเขาทั้งหลายคิดว่าแผ่นดินของพระเจ้าจะปรากฏโดยพลัน เหตุฉะนั้นพระองค์จึงตรัสว่า <<มีเจ้านายองค์หนึ่งไปเมืองไกล เพื่อจะรับอำนาจมาครองแผ่นดิน แล้วจะกลับมา ท่านจึงเรียกทาสของท่านสิบคนมามอบเงินไว้แก่เขาสิบมินา สั่งว่า <จงเอาไปค้าขายจนเราจะกลับมา> แต่ชาวเมืองชังท่านผู้นั้น จึงใช้คณะทูตตามไปทูลว่า <เราไม่ต้องการให้ผู้นี้ครอบครองเรา> เมื่อท่านได้รับอำนาจครองแผ่นดินกลับมาแล้ว ท่านจึงเรียกทาสทั้งหลายที่ท่านได้ให้เงินไว้นั้นมา เพื่อจะได้รู้ว่าเขาทุกคนค้าได้กำไรกี่มากน้อย ฝ่ายคนแรกมาทูลว่า <พระเจ้าข้า เงินมินาหนึ่งของพระองค์ ได้กำไรสิบมินา> พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า <ดีแล้วเจ้าเป็นทาสที่ดี เพราะเจ้าสัตย์ซื่อในของเล็กน้อยเจ้าจงมีอำนาจครอบครองสิบเมืองเถิด> คนที่สองมาทูลว่า <พระเจ้าข้า เงินมินาหนึ่งของพระองค์ได้กำไรห้ามินา> พระองค์จึงตรัสกับเขาเหมือนกันว่า <เจ้าจงครอบครองห้าเมืองเถิด> อีกคนหนึ่งมาทูลว่า <พระเจ้าข้า นี่เงินมินาหนึ่งของพระองค์ข้าพระบาทได้เอาผ้าห่อเก็บไว้ เพราะข้าพระบาทกลัวฝ่าพระบาท ด้วยว่าฝ่าพระบาทเป็นคนเข้มงวด ฝ่าพระบาทเก็บผลซึ่งฝ่าพระบาทมิได้ลงแรง และเกี่ยวที่ฝ่าพระบาทมิได้หว่าน> พระองค์จึงตรัสตอบเขาว่า <อ้ายข้าชั่วช้า เราจะปรับโทษเจ้าโดยคำของเจ้าเอง เจ้าก็รู้หรือว่าเราเป็นคนเข้มงวดเก็บผลซึ่งเรามิได้ลงแรง และเกี่ยวที่เรามิได้หว่าน ก็เหตุไฉนเจ้ามิได้ฝากเงินของเราไว้ที่ธนาคารเล่า เมื่อเรามาจะได้รับเงินของเรากับดอกเบี้ยด้วย> แล้วพระองค์ตรัสสั่งคนที่ยืนอยู่ที่นั่นว่า <จงเอาเงินมินาหนึ่งนั้นไปจากเขาให้แก่คนที่มีสิบมินา> คนเหล่านั้นทูลว่า <พระเจ้าข้า เขามีสิบมินาแล้ว> <เราบอกเจ้าทั้งหลายว่า ทุกคนที่มีอยู่แล้วจะเพิ่มเติมให้เขาอีก แต่ผู้ที่ไม่มี แม้ว่าซึ่งเขามีอยู่นั้น จะต้องเอาไปจากเขา ฝ่ายพวกศัตรูของเราที่ไม่ต้องการให้เราครอบครองเขานั้น จงพาเขามาที่นี่ และฆ่าเสียต่อหน้าเรา> >> เมื่อพระองค์ตรัสคำเหล่านั้นแล้ว พระองค์ทรงดำเนินนำหน้าเขาไป จะขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม เมื่อพระองค์เสด็จมาใกล้หมู่บ้านเบธฟายีและหมู่บ้านเบธานี บนภูเขาซึ่งเรียกว่า มะกอกเทศ พระองค์ทรงใช้สาวกสองคน สั่งว่า <<จงเข้าไปในหมู่บ้านที่อยู่ตรงหน้า เมื่อเข้าไปแล้วจะพบลูกลาตัวหนึ่งผูกอยู่ ที่ยังไม่มีใครขึ้นขี่เลย จงแก้มันจูงมาเถิด ถ้ามีผู้ใดถามว่า <ท่านแก้มันทำไม> จงบอกเขาว่า <พระองค์ต้องประสงค์ลูกลานี้> >> สาวกที่รับใช้นั้นได้ไปพบเหมือนที่พระองค์ตรัสแก่เขาแล้ว เมื่อเขากำลังแก้ลูกลานั้น พวกเจ้าของก็ถามเขาว่า <<ท่านแก้ลูกลาทำไม>> ฝ่ายเขาตอบว่า <<พระองค์ต้องประสงค์ลูกลานี้>> แล้วเขาก็จูงลูกลามาถึงพระเยซู และเอาเสื้อของตนปูลงบนหลังลา และเชิญพระเยซูขึ้นทรงลานั้น เมื่อพระองค์เสด็จไป เขาทั้งหลายก็เอาเสื้อผ้าของตนปูลงตามหนทาง เมื่อพระองค์เสด็จมาใกล้ที่ซึ่งจะลงไปจากภูเขามะกอกเทศแล้ว เหล่าสาวกทุกคนมีความเปรมปรีดิ์ เพราะบรรดามหกิจซึ่งเขาได้เห็นนั้น จึงเริ่มสรรเสริญพระเจ้าเสียงดัง ว่า <<ขอให้ พระมหากษัตริย์ ผู้ที่เสด็จมาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงพระเจริญ จงมีสันติสุขในสวรรค์ และพระสิริในที่สูงสุด>> ฝ่ายฟาริสีบางคนในหมู่ประชาชนนั้นทูลพระองค์ว่า <<อาจารย์เจ้าข้า จงห้ามเหล่าสาวกของท่าน>> พระองค์ตรัสตอบเขาว่า <<เราบอกท่านทั้งหลายว่า ถึงคนเหล่านี้จะนิ่งเสีย ศิลาทั้งหลายก็ยังจะส่งเสียงร้อง>> ครั้นพระองค์เสด็จมาใกล้เห็นกรุงแล้ว ก็กันแสงสงสารกรุงนั้น ว่า <<โอ อยากให้เจ้า คือเจ้าเองรู้ในกาลวันนี้ว่า สิ่งอะไรจะให้สันติสุข แต่เดี๋ยวนี้สิ่งนั้นบังซ่อนไว้จากตาของเจ้าแล้ว ด้วยว่าเวลาจะมาถึงเจ้า เมื่อศัตรูของเจ้าจะก่อเชิงเทินต่อสู้เจ้า และล้อมขังเจ้าไว้ทุกด้าน แล้วจะเหวี่ยงเจ้าลงให้ราบบนพื้นดิน กับทั้งลูกทั้งหลายของเจ้าซึ่งอยู่ในเจ้า และเขาจะไม่ปล่อยให้ศิลาซ้อนทับกันไว้ภายในเจ้าเลย เพราะเจ้าไม่ได้รู้เวลาที่พระองค์เสด็จมาเยี่ยมเจ้า>> ฝ่ายพระองค์เสด็จเข้าในบริเวณพระวิหาร แล้วทรงเริ่มขับไล่คนทั้งหลายที่ค้าขายอยู่นั้น และตรัสแก่เขาว่า <<มีพระวจนะเขียนไว้ว่า นิเวศของเราควรจะเป็นนิเวศอธิษฐาน แต่เจ้าทั้งหลายมากระทำให้เป็น ถ้ำของพวกโจร >> พระองค์ทรงสั่งสอนในบริเวณพระวิหารทุกวัน แต่พวกมหาปุโรหิตพวกธรรมาจารย์ และคนสำคัญของพลเมือง ได้หาช่องที่จะประหารพระองค์เสีย แต่เขาไม่พบช่องทางที่จะกระทำอะไรได้ เพราะว่าคนทั้งปวงชอบฟังพระองค์มาก

แบ่งปัน
ลูกา 19 TH1971

ลูกา 19:11-48 TNCV (พระคริสตธรรมคัมภีร์ไทย ฉบับอมตธรรมร่วมสมัย)

ขณะคนทั้งหลายกำลังฟังอยู่ พระองค์ตรัสคำอุปมาต่อไป เนื่องจากพระองค์เสด็จมาใกล้กรุงเยรูซาเล็มแล้ว และผู้คนคิดว่าอาณาจักรของพระเจ้าจะปรากฏทันที พระองค์ตรัสว่า “ชายคนหนึ่งในราชตระกูลไปแดนไกลเพื่อรับการแต่งตั้งให้เป็นกษัตริย์ แล้วจะกลับมา เขาจึงเรียกคนรับใช้สิบคนมามอบเงินให้คนละหนึ่งมินา และสั่งว่า ‘จงนำเงินนี้ไปประกอบกิจการจนกว่าเราจะกลับมา’ “แต่คนในปกครองของเขาเกลียดชังเขา พวกเขาจึงส่งทูตตามหลังเขาไปแจ้งว่า ‘เราไม่ต้องการให้ชายผู้นี้มาเป็นกษัตริย์ปกครองเรา’ “อย่างไรก็ตามเขาผู้นี้ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกษัตริย์และได้กลับมาบ้าน แล้วเขาให้ไปตามคนรับใช้ที่เขามอบเงินให้นั้นมาพบ เพื่อดูว่าพวกเขาทำกำไรมาได้เท่าใด “คนแรกมาทูลว่า ‘ข้าแต่ฝ่าพระบาท เงินหนึ่งมินาของพระองค์ได้กำไรมาอีกสิบมินา’ “เจ้านายตรัสว่า ‘ดีมาก คนรับใช้ที่ดีของเรา! เพราะเจ้าซื่อสัตย์ ไว้ใจได้ในสิ่งเล็กน้อย จงดูแลสิบเมืองเถิด’ “คนที่สองมาทูลว่า ‘ข้าแต่ฝ่าพระบาท เงินหนึ่งมินาของพระองค์ได้กำไรมาอีกห้ามินา’ “เจ้านายตรัสตอบว่า ‘ให้เจ้าดูแลห้าเมือง’ “จากนั้นคนรับใช้อีกคนมาทูลว่า ‘ข้าแต่ฝ่าพระบาท นี่คือเงินหนึ่งมินาของพระองค์ ข้าพระบาทได้เอาผ้าห่อเก็บไว้ ข้าพระบาทกลัวฝ่าพระบาท เพราะฝ่าพระบาทเป็นคนไร้ความปรานี ยึดเอาสิ่งที่ไม่ได้ให้ไว้ และเก็บเกี่ยวสิ่งที่ไม่ได้หว่าน’ “เจ้านายตรัสตอบว่า ‘เจ้าคนรับใช้ชั่วช้า! เราจะตัดสินโทษเจ้าจากคำพูดของเจ้าเอง เจ้ารู้ใช่ไหมว่าเราเป็นคนไร้ความปรานี ยึดเอาสิ่งที่ไม่ได้ให้ไว้และเก็บเกี่ยวสิ่งที่ไม่ได้หว่าน? ก็แล้วทำไมไม่นำเงินไปฝากไว้ เพื่อว่าเมื่อเรากลับมาจะได้รับเงินคืนพร้อมดอกเบี้ย?’ “แล้วเขาก็สั่งคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ว่า ‘จงเอาเงินมินานั้นไปจากเขาและมอบให้แก่คนที่มีสิบมินา’ “พวกเขาทูลว่า ‘ข้าแต่ฝ่าพระบาท คนนั้นมีอยู่ตั้งสิบมินาแล้ว!’ “เขาตอบว่า ‘เราบอกพวกเจ้าว่า ทุกคนที่มีจะได้รับมากขึ้น ส่วนผู้ที่ไม่มี แม้ที่เขามีอยู่ก็จะถูกยึดไป สำหรับเหล่าศัตรูที่ไม่ต้องการให้เราเป็นกษัตริย์ปกครองพวกเขานั้น จงนำตัวมาที่นี่และฆ่าต่อหน้าเรา’ ” หลังจากพระเยซูตรัสดังนี้แล้ว พระองค์ก็เสด็จนำหน้าขึ้นไปยังเยรูซาเล็ม เมื่อเสด็จมาใกล้หมู่บ้านเบธฟายีและเบธานีบนภูเขามะกอกเทศ พระองค์ทรงส่งสาวกสองคนไป พร้อมตรัสสั่งว่า “จงไปที่หมู่บ้านข้างหน้านั่น เมื่อเข้าไปท่านจะพบลูกลาซึ่งยังไม่เคยมีใครขึ้นขี่เลยตัวหนึ่งผูกอยู่ จงแก้เชือก จูงมาที่นี่ หากใครถามท่านว่า ‘ปล่อยลูกลาทำไม?’ จงบอกเขาว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้าต้องการลูกลานี้’ ” ทั้งสองก็ไปและพบตามที่พระองค์ทรงบอกพวกเขาไว้ ขณะที่เขากำลังแก้เชือกที่ผูกลูกลา เจ้าของก็ถามว่า “ปล่อยลูกลาทำไม?” พวกเขาตอบว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าต้องการลูกลานี้” ทั้งสองนำลูกลามาให้พระเยซู เขาเอาเสื้อคลุมของตนปูบนหลังลาให้พระเยซูประทับ ขณะพระเยซูเสด็จไป ประชาชนก็เอาเสื้อคลุมของตนปูลงบนทาง เมื่อพระองค์เสด็จมาใกล้ที่ซึ่งเป็นทางลงจากภูเขามะกอกเทศ เหล่าสาวกกลุ่มใหญ่ต่างพากันสรรเสริญพระเจ้าเสียงดังด้วยความชื่นชมยินดีในการอัศจรรย์ทั้งสิ้นที่พวกเขาได้เห็นว่า “สรรเสริญกษัตริย์ผู้เสด็จมาในพระนาม ขององค์พระผู้เป็นเจ้า!” “ขอจงมีสันติสุขในสวรรค์ และพระเกียรติสิริในที่สูงสุด!” ฝ่ายฟาริสีบางคนในฝูงชนทูลพระเยซูว่า “ท่านอาจารย์ จงห้ามสาวกของท่าน!” พระองค์ตรัสตอบว่า “เราบอกท่านว่า ถ้าพวกเขานิ่งเสีย ก้อนหินทั้งหลายก็จะเปล่งเสียงร้อง” เมื่อพระองค์เสด็จมาใกล้และเห็นกรุงเยรูซาเล็ม ก็ทรงร้องไห้สงสารกรุงนั้น และตรัสว่า “ถ้าเพียงแต่เจ้าได้รู้ในวันนี้ว่าอะไรจะนำสันติสุขมาสู่เจ้า แต่บัดนี้สิ่งนั้นถูกซ่อนจากสายตาของเจ้าแล้ว วาระนั้นจะมาถึง เมื่อศัตรูของเจ้าก่อเชิงเทินโจมตีและล้อมเจ้าไว้ทุกด้าน พวกเขาจะเหวี่ยงเจ้าลงกับพื้น ทั้งเจ้ากับลูกหลานภายในกำแพงของเจ้า เขาจะไม่ปล่อยให้ศิลาเหลือซ้อนทับกันสักก้อน เพราะเจ้าไม่ได้ตระหนักถึงเวลาที่พระเจ้าเสด็จมาหาเจ้า” จากนั้นพระองค์ทรงเข้าสู่บริเวณพระวิหารและเริ่มขับไล่บรรดาผู้ที่กำลังค้าขายอยู่ออกไป พระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า “มีคำเขียนไว้ว่า ‘นิเวศของเราจะได้ชื่อว่านิเวศแห่งการอธิษฐาน’ แต่พวกเจ้ามาทำให้กลายเป็น ‘ซ่องโจร’” พระองค์ทรงสั่งสอนที่พระวิหารทุกวัน ฝ่ายพวกหัวหน้าปุโรหิต เหล่าธรรมาจารย์ และผู้นำในหมู่ประชาชน พยายามหาทางจะฆ่าพระองค์ แต่เขาไม่พบช่องทางที่จะลงมือ เพราะประชาชนทั้งปวงสนใจฟังพระดำรัสของพระองค์อย่างมาก

แบ่งปัน
ลูกา 19 TNCV

ลูกา 19:11-48 THA-ERV (พระคริสตธรรมคัมภีร์: ฉบับอ่านเข้าใจง่าย)

ขณะ​ที่​พวก​เขา​กำลัง​ฟัง​เรื่อง​ต่างๆ​นี้ พระเยซู​ก็​เล่า​เรื่อง​เปรียบเทียบ​อีก​เรื่อง​หนึ่ง​ให้​ฟัง เพราะ​เกือบ​จะ​ถึง​เมือง​เยรูซาเล็ม​แล้ว​และ​พวก​ชาว​บ้าน​คิด​ว่า อาณาจักร​ของ​พระเจ้า​จะ​ปรากฏ​ให้​เห็น​ใน​เร็วๆนี้ พระองค์​เล่า​ว่า “มี​เชื้อ​พระวงศ์​องค์​หนึ่ง​กำลัง​จะ​เดินทาง​ไป​แดน​ไกล​เพื่อ​ไป​รับ​การแต่งตั้ง​ให้​เป็น​กษัตริย์ แล้ว​เขา​จะ​กลับ​มา ก่อน​ไป เขา​ก็​เรียก​ทาส​มา​สิบ​คน มอบ​เงิน​ให้​สิบ​มินา และ​สั่ง​ว่า ‘เอา​ไป​ทำการค้า​จน​กว่า​เรา​จะ​กลับ​มา’ แต่​คน​เมือง​นั้น​เกลียด​เขา จึง​ส่ง​ตัวแทน​ตาม​หลัง​เขา​ไป​เพื่อ​บอก​ว่า ‘เรา​ไม่​อยาก​ได้​คนนี้​มา​เป็น​กษัตริย์​ของ​พวก​เรา’ แต่​สุดท้าย​เขา​ก็​ได้รับ​แต่งตั้ง​ให้​เป็น​กษัตริย์ และ​ได้​เดินทาง​กลับ​มา เขา​เรียก​พวก​ทาส​ที่​เขา​ฝาก​เงิน​มา​พบ เพราะ​อยาก​รู้​ว่า​พวก​เขา​ทำ​กำไร​ได้​เท่าไหร่ คน​แรก​มา​ถึง​และ​บอก​ว่า ‘เจ้านาย​ครับ เงิน​หนึ่ง​มินา​ของ​ท่าน ผม​เอา​ไป​ทำ​กำไร ได้​สิบ​มินา​ครับ’ เจ้านาย​ชม​เขา​ว่า ‘เยี่ยม​มาก เจ้า​เป็น​ทาส​ที่​ดี ไว้ใจ​ได้​แม้​แต่​เรื่อง​เล็กๆ​เรา​จะ​ให้​เจ้า​ดูแล​เมือง​สิบ​เมือง’ ทาส​คน​ที่​สอง​ก็​เข้า​มา​หา​และ​บอก​ว่า ‘เจ้านาย​ครับ เงิน​หนึ่ง​มินา​ของ​ท่าน ผม​เอา​ไป​ทำ​กำไร​ได้​ห้า​มินา’ เขา​ก็​บอก​ทาส​คน​นั้น​ว่า ‘เรา​จะ​ให้​เจ้า​ดูแล​ห้า​เมือง’ แล้ว​ทาส​อีก​คน​หนึ่ง​ก็​เข้า​มา​พบ​และ​บอก​ว่า ‘เจ้า​นาย​ครับ นี่​เงิน​หนึ่ง​มินา​ของ​ท่าน ผม​ได้​เอา​ผ้า​ห่อ​เก็บ​ไว้​ใน​ที่​ที่​ปลอดภัย เพราะ​กลัว​ที่​ท่าน​เป็น​คน​ที่​โหดร้ายทารุณ ชอบ​ยึด​เอา​ของ​คน​อื่น​มา​เป็น​ของ​ตน​เอง และ​ชอบ​เอา​เปรียบ​คน​อื่น​โดย​เก็บ​เกี่ยว​ใน​สิ่ง​ที่​ตน​เอง​ไม่​ได้​หว่าน’ นาย​ผู้​นั้น​จึง​ด่า​ว่า ‘ไอ้​ทาส​ชาติชั่ว เรา​จะ​ลงโทษ​เจ้า ตาม​คำ​พูด​ของ​เจ้า ถ้า​เจ้า​รู้​ว่า เรา​เป็น​คน​เข้มงวด ชอบ​ยึด​ของ​ของ​คน​อื่น​และ​ชอบ​เอา​เปรียบ แล้ว​ทำไม​ถึง​ไม่​เอา​เงิน​ไป​ฝาก​ธนาคาร เมื่อ​เรา​กลับ​มา​จะ​ได้รับ​ทั้ง​เงิน​ต้น​พร้อม​ดอก​เบี้ย’ แล้ว​เขา​ก็​สั่ง​พวก​ทาส​ที่​ยืน​อยู่​ตรง​นั้น​ว่า ‘เอา​เงิน​ที่​เขา​มี ไป​ให้​คน​ที่​มี​สิบ​มินา​นั่น’ พวก​เขา​จึง​พูด​ว่า ‘เจ้านาย เขา​มี​ตั้ง​สิบ​มินา​แล้ว​นะ’ เจ้านาย​ตอบ​ว่า ‘เรา​จะ​บอก​ให้​รู้​ว่า “คน​ที่​ทำ​ประโยชน์​จาก​สิ่ง​ที่​เขา​มี​อยู่​ก็​จะ​ได้รับ​เพิ่ม​มาก​ขึ้น แต่​คน​ที่​ไม่​ได้​ทำ​ประโยชน์​จาก​สิ่งที่​เขา​มี​อยู่ ทุก​สิ่ง​ที่​เขา​มี​ก็​จะ​ถูก​ริบ​ไป​จน​หมด​ด้วย” แล้ว​ไป​จับ​พวก​ที่​เป็น​ศัตรู​ของ​เรา​ที่​ไม่​อยาก​ให้​เรา​เป็น​กษัตริย์​มา​ฆ่า​ต่อ​หน้า​เรา​ที่​นี่’” หลัง​จาก​ที่​เล่า​เรื่อง​เสร็จ​แล้ว พระองค์​เดิน​นำ​หน้า​พวก​เขา​ไป​เมือง​เยรูซาเล็ม เมื่อ​พระองค์​เดินทาง​มา​ใกล้​หมู่บ้าน​เบธฟายี​และ​หมู่บ้าน​เบธานี​ใกล้​ภูเขา​มะกอกเทศ พระองค์​ก็​ได้​ส่ง​ศิษย์​สอง​คน​ไป​ก่อน​ล่วงหน้า พระองค์​สั่ง​เขา​ว่า “ให้​เข้า​ไป​ใน​หมู่บ้าน​ข้างหน้า​นั้น เมื่อ​ไป​ถึง คุณ​จะ​เห็น​ลูก​ลา​ตัว​หนึ่ง​ผูก​อยู่ ยัง​ไม่​เคย​มี​ใคร​ขี่​มัน​มา​ก่อน ให้​แก้​มัด​มัน​แล้ว​จูง​มา​ที่​นี่ ถ้า​มี​ใคร​ถาม​ว่า ‘แก้​มัด​มัน​ทำไม’ ให้​ตอบ​เขา​ว่า ‘องค์​เจ้า​ชีวิต​ต้องการ​ใช้’” พวก​เขา​ก็​ไป​และ​พบ​ทุก​อย่าง​ตาม​ที่​พระเยซู​บอก​ไว้ ขณะ​ที่​แก้​มัด​ลูก​ลา​อยู่​นั้น เจ้า​ของ​ลา​ก็​ถาม​ว่า “แก้​มัด​มัน​ทำไม” พวก​เขา​จึง​ตอบ​ว่า “องค์​เจ้า​ชีวิต​ต้องการ​ใช้​มัน” แล้ว​พวก​ศิษย์​ก็​จูง​ลา​มา​ให้​พระเยซู พวก​เขา​จัดแจง​เอา​เสื้อคลุม​ของ​ตน​ปู​บน​หลัง​ลา และ​ช่วย​พระเยซู​ขึ้น​ขี่​ลา​นั้น ระหว่าง​ทาง​ที่​พระเยซู​ขี่​ลา​ผ่าน​ไป ชาว​บ้าน​มาก​มาย​เอา​เสื้อคลุม​มา​ปู​ตาม​ท้องถนน เมื่อ​พระเยซู​มา​ถึง​สุด​ทาง​ที่​จะ​นำ​ลง​มา​จาก​ภูเขา​มะกอกเทศ พวก​ศิษย์​จำนวน​มาก​ต่าง​ก็​พา​กัน​โห่​ร้อง​สรรเสริญ​พระเจ้า​ด้วย​ความยินดี​ใน​สิ่ง​มหัศจรรย์​ที่​พวก​เขา​ได้​เห็น​มา พวก​เขา​โห่ร้อง​ว่า “‘ขอ​พระเจ้า​อวยพร​กษัตริย์​ผู้​มา​ใน​นาม​ของ​องค์​เจ้า​ชีวิต’ สรรเสริญ​พระเจ้า​ใน​สวรรค์​ที่​ให้​สันติสุข​กับ​เรา” ส่วน​พวก​ฟาริสี​บางคน​ใน​ฝูงชน​ก็​พูด​กับ​พระองค์​ว่า “อาจารย์​ห้าม​ลูกศิษย์​ด้วย อย่า​ให้​เขา​พูด​อย่าง​นั้น” พระองค์​ตอบ​ว่า “เรา​จะ​บอก​ให้​รู้​ว่า ถึง​แม้​พวก​เขา​จะ​หยุด​ร้อง หิน​พวกนี้​ก็​จะ​โห่ร้อง​ออก​มา​แทน” เมื่อ​พระเยซู​มา​ใกล้​และ​มองเห็น​เมือง​เยรูซาเล็ม พระองค์​ก็​ร้องไห้​ให้​กับ​เมือง​นั้น แล้ว​พูด​ว่า “เรา​เคย​หวัง​เหลือเกิน​ว่า วันนี้​เจ้า​จะ​รู้​ว่า​อะไร​จะ​นำ​สันติสุข​มา​ให้​กับ​เจ้า แต่​ตอนนี้​สิ่ง​นั้น​ถูก​ปิดซ่อน​ไป​จาก​เจ้า​แล้ว อีก​ไม่​ช้า​ศัตรู​ของ​เจ้า​จะ​สร้าง​เนินดิน​บุก​ขึ้น​กำแพง​ของ​เจ้า เจ้า​จะ​ถูก​ล้อม​ไว้​ทุก​ด้าน เจ้า​และ​คน​ของ​เจ้า​จะ​ถูก​บุก​ทำลาย​ลง​อย่าง​ราบคาบ ไม่​เหลือ​แม้แต่​ซากหิน​ซ้อน​ทับ​กัน​ให้​เห็น​อีก​เลย เพราะ​เจ้า​ยัง​ไม่​รู้ตัว​เลย​ว่า พระเจ้า​ได้​มา​ช่วย​เจ้า​แล้ว” พระเยซู​เข้า​ไป​ใน​บริเวณ​วิหาร และ​เริ่ม​ขับไล่​คน​ที่​ขาย​ของ​กัน​อยู่​ที่​นั่น พระองค์​พูด​ว่า “พระคัมภีร์ เขียน​ไว้​ว่า ‘บ้าน​ของ​เรา​จะ​เป็น​บ้าน​สำหรับ​อธิษฐาน แต่​พวก​เจ้า​เปลี่ยน​ให้​มัน​เป็น​รัง​โจร’” พระเยซู​สั่งสอน​อยู่​ใน​บริเวณ​วิหาร​ทุก​วัน พวกหัวหน้านักบวช พวกครูสอนกฎปฏิบัติ กับ​พวกผู้นำ​ชาวยิว​พยายาม​หา​ทาง​ที่​จะ​ฆ่า​พระองค์ แต่​ยัง​หา​โอกาส​ไม่​ได้ เพราะ​ประชาชน​ทุก​คน​ต่าง​ติดอก​ติดใจ​ใน​ถ้อยคำ​ของ​พระองค์​เป็น​อย่าง​มาก

แบ่งปัน
ลูกา 19 THA-ERV

ลูกา 19:11-48 NTV (พระคัมภีร์ ฉบับแปลใหม่ (NTV))

เพราะ​พระ​องค์​เข้า​ใกล้​เมือง​เยรูซาเล็ม ผู้​คน​ที่​กำลัง​ฟัง​อยู่​จึง​คิด​ว่า อาณาจักร​ของ​พระ​เจ้า​จะ​ปรากฏ​ขึ้น​ทันที พระ​องค์​จึง​กล่าว​เป็น​อุปมา​ต่อ​ไป​อีก พระ​องค์​กล่าว​ว่า “มี​ชาย​ผู้​หนึ่ง​เกิด​มา​ใน​ตระกูล​ขุนนาง ท่าน​เดิน​ทาง​ไป​ยัง​ต่าง​แดน​เพื่อ​รับ​การ​แต่งตั้ง​เป็น​กษัตริย์ แล้ว​จะ​กลับ​มา​อีก ดังนั้น​จึง​เรียก​ผู้​รับใช้ 10 คน​มา​และ​มอบ​เงิน​ให้​แก่​พวก​เขา 10 มินา และ​กล่าว​ว่า ‘จง​ใช้​เงิน​นี้​ให้​เป็น​ประโยชน์ จน​กว่า​เรา​จะ​กลับ​มา’ แต่​ชาว​เมือง​นั้น​เกลียด​ท่าน​และ​ได้​ส่ง​กลุ่ม​ตัว​แทน​มา​บอก​ว่า ‘พวก​เรา​ไม่​ต้องการ​ให้​ชาย​ผู้​นี้​มา​เป็น​กษัตริย์​ของ​เรา’ อย่างไร​ก็​ตาม ท่าน​ก็​ได้​รับ​การ​แต่งตั้ง​เป็น​กษัตริย์ และ​ได้​เดิน​ทาง​กลับ​ไป ท่าน​ให้​ตาม​หา​พวก​ผู้​รับใช้​ซึ่ง​ได้​รับ​เงิน​ไว้ เพื่อ​ดู​ว่า​แต่​ละ​คน​ได้​ผล​กำไร​เท่าไหร่ คน​แรก​มา​บอก​ว่า ‘นาย​ท่าน มินา​ของ​ท่าน​เพิ่ม​อีก 10 มินา​แล้ว’ ท่าน​ตอบ​เขา​ว่า ‘ดี​มาก ผู้​รับใช้​ที่​ดี เป็น​เพราะ​ว่า​เจ้า​ได้​รับ​การ​ไว้​วาง​ใจ​ใน​สิ่ง​เล็กน้อย​แล้ว จง​ดูแล 10 เมือง​เถิด’ คน​ที่​สอง​มา​บอก​ว่า ‘นายท่าน มินา​ของ​ท่าน​เพิ่ม​อีก 5 มินา​แล้ว’ ท่าน​ตอบ​ว่า ‘เจ้า​จง​ดูแล 5 เมือง​เถิด’ แล้ว​ผู้​รับใช้​อีก​คน​มา​บอก​ว่า ‘นายท่าน มินา​ของ​ท่าน​อยู่​ที่​นี่ ข้าพเจ้า​ได้​เก็บ​ห่อ​ไว้​ใน​ผ้า ข้าพเจ้า​เกรงกลัว​เพราะ​ว่า​ท่าน​เป็น​คน​เข้มงวด ท่าน​หยิบ​สิ่ง​ที่​ไม่​ได้​วาง​ไว้ และ​เก็บ​เกี่ยว​สิ่ง​ที่​ท่าน​ไม่​ได้​หว่าน’ ท่าน​ตอบ​ว่า ‘เรา​จะ​ตัดสิน​เจ้า​ด้วย​คำ​พูด​ของ​เจ้า​เอง เจ้า​เป็น​ผู้​รับใช้​ที่​ชั่วช้า เจ้า​ก็​รู้​ใช่​ไหม​ว่า​เรา​เป็น​คน​เข้มงวด หยิบ​สิ่ง​ที่​เรา​ไม่​ได้​วาง​ไว้ และ​เก็บ​เกี่ยว​สิ่ง​ที่​เรา​ไม่​ได้​หว่าน แล้ว​ทำไม​เจ้า​จึง​ไม่​ฝาก​เงิน​ไว้​ใน​ธนาคาร เพื่อ​ว่า​เวลา​ที่​เรา​กลับ​มา เรา​จะ​ได้​มา​เอา​เงิน​พร้อม​ดอกเบี้ย​ด้วย’ แล้ว​ท่าน​กล่าว​กับ​พวก​ที่​กำลัง​ยืน​อยู่​ด้วย​ว่า ‘จง​เอา​มินา​ของ​เขา​ไป​ให้​กับ​คน​ที่​มี 10 มินา’ เขา​ทั้ง​หลาย​พูด​ว่า ‘นาย​ท่าน เขา​มี 10 มินา​แล้ว’ ท่าน​ตอบ​ว่า ‘เรา​ขอบอก​เจ้า​ว่า ทุก​คน​ที่​มี​ก็​จะ​ได้​รับ​มาก​ขึ้น แต่​สำหรับ​ผู้​ที่​ไม่​มี แม้​แต่​สิ่ง​ที่​เขา​มี​ก็​จะ​ถูก​ริบ​ไป​จาก​เขา แต่​จง​นำ​ตัว​ศัตรู​ที่​ไม่​อยาก​ให้​เรา​เป็น​กษัตริย์​มา​ฆ่า​ต่อ​หน้า​เรา​ที่​นี่’” หลัง​จาก​ที่​พระ​เยซู​กล่าว​จบ​แล้ว ก็​เดิน​นำ​หน้า​พวก​เขา​ไป​เพื่อ​ขึ้น​ไป​ยัง​เมือง​เยรูซาเล็ม ขณะ​ที่​พระ​องค์​เข้า​มา​ใกล้​หมู่บ้าน​เบธฟายี​และ​เบธานี​ที่​อยู่​ใน​บริเวณ​ภูเขา​มะกอก พระ​องค์​ส่ง​สาวก 2 คน​ไป​โดย​กล่าว​ว่า “จง​เข้า​ไป​ใน​หมู่บ้าน​ที่​อยู่​ตรง​หน้า เมื่อ​เข้า​ไป​แล้ว​เจ้า​จะ​ได้​พบ​ลูก​ลา​ตัว​หนึ่ง​ผูก​อยู่​ที่​นั่น เป็น​ลา​ที่​ยัง​ไม่​เคย​มี​ผู้​ใด​ขึ้น​ขี่​เลย จง​แก้​เชือก​มัน​แล้ว​จูง​มา​ที่​นี่ ถ้า​มี​ผู้​ใด​ถาม​ว่า ‘ทำไม​ท่าน​จึง​แก้​เชือก​มัน’ จง​บอก​เขา​ว่า ‘พระ​องค์​ท่าน​จำเป็น​ต้อง​ใช้​มัน’” เมื่อ​สาวก​ไป​ก็​ได้​พบ​ตาม​สิ่ง​ที่​พระ​องค์​ได้​กล่าว​ไว้ ขณะ​ที่​พวก​เขา​กำลัง​แก้​เชือก​ลูก​ลา​อยู่ เจ้าของ​ก็​ถาม​พวก​เขา​ว่า “ทำไม​ท่าน​จึง​แก้​เชือก​ลูก​ลา” เหล่า​สาวก​ตอบ​ว่า “พระ​องค์​ท่าน​จำเป็น​ต้อง​ใช้​มัน” แล้ว​ได้​นำ​ตัว​มัน​มา​ให้​พระ​เยซู พวก​เขา​ปู​เสื้อ​ตัว​นอก​ของ​เขา​เอง​บน​ลูก​ลา แล้ว​จึง​ยก​พระ​องค์​ขึ้น​ลา ขณะ​ที่​พระ​องค์​ขึ้น​ลา​ไป ผู้​คน​ต่าง​ก็​ปู​เสื้อ​ตัว​นอก​ของ​พวก​เขา​ลง​บน​ถนน เมื่อ​พระ​องค์​เข้า​มา​ใกล้​ถนน​ที่​เป็น​ทาง​ลง​จาก​ภูเขา​มะกอก สาวก​กลุ่ม​ใหญ่​ก็​เริ่ม​สรรเสริญ​พระ​เจ้า​อย่าง​รื่นเริง​ด้วย​เสียง​อัน​ดัง เพราะ​เขา​เหล่า​นั้น​ได้​เห็น​สิ่ง​อัศจรรย์​ทั้ง​ปวง​แล้ว “ขอ​กษัตริย์​ผู้​มา​ใน​พระ​นาม​ของ​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​จง​เป็น​สุข​เถิด” “สันติสุข​จง​บังเกิด​ใน​สวรรค์​และ​พระ​บารมี​ใน​ที่​สูง​สุด” ฟาริสี​บาง​คน​ใน​กลุ่ม​พูด​กับ​พระ​เยซู​ว่า “อาจารย์ จง​ห้าม​พวก​สาวก​ของ​ท่าน​เถิด” พระ​องค์​ตอบ​ว่า “เรา​ขอบอก​ท่าน​ว่า ถ้า​เขา​นิ่ง​เงียบ​แล้ว​พวก​หิน​ก็​จะ​ส่งเสียง​ร้อง​เอง” ขณะ​ที่​พระ​องค์​เข้า​ไป​ใกล้​จน​เห็น​ตัว​เมือง พระ​องค์​ร้องไห้​ด้วย​ความ​สงสาร​ต่อ​เมือง​นั้น และ​กล่าว​ว่า “โธ่..แม้​แต่​ตัว​เจ้า​เอง หากว่า​ใน​วัน​นี้​เจ้า​รู้​ว่า อะไร​จะ​นำ​สันติสุข​มา​สู่​เจ้า แต่​ขณะ​นี้​สิ่ง​เหล่า​นั้น​กลับ​ถูก​ซ่อน​ไว้​จาก​สายตา​ของ​เจ้า วัน​นั้น​จะ​มา​ถึง​เมื่อ​พวก​ศัตรู​ของ​เจ้า​ก่อ​รั้ว​กั้น ตี​โอบ และ​ล้อม​เจ้า​ไว้​ทุก​ด้าน พวก​เขา​จะ​ทำลาย​เจ้า​และ​แม้​แต่​ลูกๆ โดย​สิ้นเชิง​ภาย​ใน​เขต​กำแพง​ของ​เจ้า และ​เขา​จะ​ไม่​ปล่อย​ให้​หิน​ตั้ง​ซ้อน​กัน​อยู่ เพราะ​เจ้า​ไม่​รู้​ว่า​เป็น​เวลา​ที่​พระ​เจ้า​มา​เยี่ยม​พวก​เจ้า” พระ​เยซู​เข้า​ไป​ใน​บริเวณ​พระ​วิหาร​และ​เริ่ม​ขับ​ไล่​พวก​พ่อค้า​พาณิชย์ พระ​องค์​กล่าว​กับ​เขา​ทั้ง​หลาย​ว่า “มี​บันทึก​ไว้​ว่า ‘ตำหนัก​ของ​เรา​จะ​เป็น​ตำหนัก​อธิษฐาน’ แต่​พวก​ท่าน​ได้​ทำ​ให้​กลาย​เป็น ‘ถ้ำ​โจร’” ทุกๆ วัน​พระ​องค์​จะ​สอน​ที่​พระ​วิหาร ขณะ​ที่​บรรดา​มหา​ปุโรหิต อาจารย์​ฝ่าย​กฎ​บัญญัติ​และ​ผู้​นำ​มวลชน​ได้​พยายาม​ที่​จะ​ฆ่า​พระ​องค์​เสีย แต่​พวก​เขา​ก็​ยัง​ไม่​สามารถ​หา​ทาง​ได้ เพราะ​ว่า​ผู้​คน​ทั้ง​ปวง​ล้วน​ตั้งใจ​ฟัง​คำ​พูด​ของ​พระ​องค์

แบ่งปัน
ลูกา 19 NTV

ลูกา 19:11-48 KJV (พระคัมภีร์ภาษาไทยฉบับ KJV)

เมื่อเขาทั้งหลายได้ยินเหตุ​การณ์​นั้น พระองค์​ได้​ตรัสคำอุปมาเรื่องหนึ่งให้เขาฟังต่อไป เพราะพระองค์เสด็จมาใกล้​กรุ​งเยรูซาเล็มแล้ว และเพราะเขาทั้งหลายคิดว่าอาณาจักรของพระเจ้าจะปรากฏโดยพลัน เหตุ​ฉะนั้นพระองค์จึงตรั​สว​่า “​มี​เจ้​านายองค์​หน​ึ่งไปเมืองไกล เพื่อจะรับอำนาจมาครองอาณาจักรแล้วจะกลับมา ท่านจึงเรียกผู้​รับใช้​ของท่านสิบคนมามอบเงินไว้​แก่​เขาสิบมิ​นา สั่งเขาว่า ‘จงเอาไปค้าขายจนเราจะกลับมา’ แต่​ชาวเมืองชังท่านผู้​นั้น จึงใช้คณะทูตตามไปทูลท่านว่า ‘เราไม่ต้องการให้​ผู้​นี้​ครอบครองเรา’ ต่อมาเมื่อท่านได้รับอำนาจครองอาณาจักรกลับมาแล้ว ท่านจึงสั่งให้เรียกผู้​รับใช้​ทั้งหลายที่ท่านได้​ให้​เงินไว้นั้นมา เพื่อจะได้​รู้​ว่าเขาทุกคนค้าขายได้กำไรกี่มากน้อย ฝ่ายคนแรกมาบอกว่า ‘ท่านเจ้าข้า เงิ​นม​ินาหนึ่งของท่านได้กำไรสิบมิ​นา​’ ท่านจึงพู​ดก​ับเขาว่า ‘​ดี​แล้ว เจ้​าเป็นผู้​รับใช้​ที่​ดี เพราะเจ้าสัตย์ซื่อในของเล็กน้อย เจ้​าจงมีอำนาจครอบครองสิบเมืองเถิด’ คนที​่สองมาบอกว่า ‘ท่านเจ้าข้า เงิ​นม​ินาหนึ่งของท่านได้กำไรห้ามิ​นา​’ ท่านจึงพู​ดก​ับเขาเหมือนกั​นว​่า ‘​เจ้​าจงครอบครองห้าเมืองเถิด’ อี​กคนหนึ่งมาบอกว่า ‘ท่านเจ้าข้า ดู​เถิด นี่​เงิ​นม​ินาหนึ่งของท่าน ซึ่งข้าพเจ้าได้เอาผ้าห่อเก็บไว้ เพราะข้าพเจ้ากลั​วท​่าน ด้วยว่าท่านเป็นคนเข้มงวด ท่านเก็บผลซึ่งท่านมิ​ได้​ลงแรง และเกี่ยวที่ท่านมิ​ได้​หว่าน​’ ท่านจึงตอบเขาว่า ‘​เจ้​าผู้​รับใช้​ชั่ว เราจะปรับโทษเจ้าโดยคำของเจ้าเอง เจ้​าก็​รู้​หรือว่าเราเป็นคนเข้มงวด เก​็บผลซึ่งเรามิ​ได้​ลงแรง และเกี่ยวที่เรามิ​ได้​หว่าน ก็​เหตุ​ไฉนเจ้ามิ​ได้​ฝากเงินของเราไว้​ที่​ธนาคารเล่า เมื่อเรามาจะได้รับเงินของเรากับดอกเบี้ยด้วย’ แล​้​วท​่านสั่งคนที่ยืนอยู่​ที่​นั่​นว​่า ‘จงเอาเงิ​นม​ินาหนึ่งนั้นไปจากเขา ให้​แก่​คนที​่​มี​สิ​บมิ​นา​’ (คนเหล่านั้นบอกท่านว่า ‘ท่านเจ้าข้า เขามี​สิ​บมินาแล้ว’) ‘เราบอกเจ้าทั้งหลายว่า ทุ​กคนที่​มี​อยู่​แล​้วจะเพิ่มเติมให้เขาอีก แต่​ผู้​ที่​ไม่มี​แม้ว​่าซึ่งเขามี​อยู่​นั้นจะต้องเอาไปจากเขา ฝ่ายพวกศั​ตรู​ของเราที่​ไม่​ต้องการให้เราครอบครองเขานั้น จงพาเขามาที่​นี่​และฆ่าเสียต่อหน้าเรา’” เมื่อพระองค์ตรัสคำเหล่านั้นแล้ว พระองค์​ทรงดำเนินนำหน้าเขาไปจะขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม ต่อมาเมื่อพระองค์เสด็จมาใกล้​หมู่​บ้านเบธฟายีและหมู่บ้านเบธานีบนภูเขาซึ่งเรียกว่า มะกอกเทศ พระองค์​ทรงใช้สาวกสองคนของพระองค์​ไป สั่งว่า “จงเข้าไปในหมู่บ้านที่​อยู่​ตรงหน้า เมื่อเข้าไปแล้วจะพบลูกลาตัวหนึ่งผูกอยู่ ที่​ยังไม่เคยมีใครขึ้นขี่​เลย จงแก้มันจูงมาเถิด ถ้ามี​ผู้​ใดถามท่านว่า ‘ท่านแก้มันทำไม’ จงบอกเขาว่า ‘เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงประสงค์ลูกลานี้’” สาวกที่​รับใช้​นั้นได้ไปพบเหมือนที่​พระองค์​ตรัสแก่เขาแล้ว เมื่อเขากำลังแก้ลูกลานั้น พวกเจ้าของก็ถามเขาว่า “ท่านแก้ลูกลาทำไม” ฝ่ายเขาตอบว่า “​องค์​พระผู้เป็นเจ้าทรงประสงค์ลูกลานี้” แล​้วเขาก็จูงลูกลามาถึงพระเยซูและเอาเสื้อของตนปูลงบนหลังลา และเชิญพระเยซูขึ้นทรงลานั้น เมื่อพระองค์เสด็จไป เขาทั้งหลายก็เอาเสื้อผ้าของตนปูลงตามหนทาง เมื่อพระองค์เสด็จมาใกล้​ที่​ซึ่งจะลงไปจากภูเขามะกอกเทศแล้ว เหล่​าสาวกทุกคนมีความเปรมปรี​ดิ​์เพราะบรรดามหกิจซึ่งเขาได้​เห​็นนั้น จึงเริ่มสรรเสริญพระเจ้าเสียงดัง ว่า “​ขอให้​พระมหากษัตริย์​ผู้​ที่​เสด็จมาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงพระเจริญ จงมี​สันติ​สุขในสวรรค์ และทรงสง่าราศีในที่​สูงสุด​” ฝ่ายฟาริ​สี​บางคนในหมู่ประชาชนนั้นทูลพระองค์​ว่า “​อาจารย์​เจ้าข้า จงห้ามเหล่าสาวกของท่าน” พระองค์​ตรัสตอบเขาว่า “เราบอกท่านทั้งหลายว่า ถึงคนเหล่านี้จะนิ่งเสีย ศิลาทั้งหลายก็ยังจะส่งเสียงร้องทั​นที​” ครั้นพระองค์เสด็จมาใกล้ทอดพระเนตรเห็นกรุงแล้ว ก็​กันแสงสงสารกรุงนั้น ตรั​สว​่า “ถ้าเจ้า คือเจ้าเอง รู้​ในกาลวันนี้​ว่า สิ​่งอะไรจะให้​สันติสุข แต่​เดี๋ยวนี้​สิ​่งนั้นบังซ่อนไว้จากตาของเจ้าแล้ว ด้วยว่าเวลาจะมาถึงเจ้า เมื่อศั​ตรู​ของเจ้าจะก่อเชิงเทินต่อสู้​เจ้า และล้อมขังเจ้าไว้​ทุ​กด​้าน แล​้วจะเหวี่ยงเจ้าลงให้ราบบนพื้นดิน กั​บลู​กทั้งหลายของเจ้าซึ่งอยู่ในเจ้า และเขาจะไม่ปล่อยให้ศิลาซ้อนทั​บก​ันไว้ภายในเจ้าเลย เพราะเจ้าไม่​ได้​รู้​เวลาที่​พระองค์​เสด็จมาเยี่ยมเจ้า” ฝ่ายพระองค์เสด็จเข้าในพระวิ​หาร แล​้วทรงเริ่มขับไล่คนทั้งหลายที่ซื้อขายอยู่​นั้น ตรัสแก่เขาว่า “​มี​พระวจนะเขียนไว้​ว่า ‘นิเวศของเราเป็นนิเวศสำหรับอธิษฐาน’ แต่​เจ้​าทั้งหลายมากระทำให้​เป็น ‘ถ้ำของพวกโจร’” พระองค์​ทรงสั่งสอนในพระวิหารทุกวัน แต่​พวกปุโรหิตใหญ่ พวกธรรมาจารย์ และคนสำคัญของพลเมืองได้หาช่องที่จะประหารพระองค์​เสีย แต่​เขาไม่พบช่องทางที่จะกระทำอะไรได้ เพราะว่าคนทั้งปวงชอบฟังพระองค์​มาก

แบ่งปัน
ลูกา 19 KJV